รวม 5 เหตุการณ์สำคัญระหว่างทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์ที่ยูเอ็น จากแสดงอำนาจอเมริกา เปลี่ยนชื่อเอไอ สู่การวอร์กเอาต์ของคิวบา

คำบรรยายวิดีโอ, ทรัมป์ขู่จะ "ทำลายล้าง" อิหร่าน หากไม่มีการบรรลุข้อตกลง
Published
เวลาอ่าน: 5 นาที

เมื่อวันอังคาร (22 ก.ย.) ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กลับเข้าสู่เวทีสหประชาชาติ ซึ่งเขาได้กล่าวถึงนโยบายของฝ่ายบริหารต่อหน้าผู้นำระดับโลก พร้อมทั้งยังส่งคำขู่ไปยังผู้นำบางคนที่นั่งอยู่ในห้องประชุมอีกด้วย

สุนทรพจน์อันยืดยาวของเขานั้นครอบคลุมหลายประเด็น ทั้งเรื่องสงครามในอิหร่าน ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) ประเทศคิวบา และบทบาทของกองทัพอเมริกา

ผู้สื่อข่าวของบีบีซีที่ติดตามการกล่าวสุนทรพจน์นี้ได้คัดเลือก 5 ช่วงที่โดดเด่นที่สุด ดังนี้

1. ทรัมป์สื่อสารถึงอำนาจของอเมริกา

ซาราห์ สมิธ ผู้สื่อข่าวอเมริกาเหนือ รายงานจากห้องประชุม

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้ให้ความเคารพต่อองค์การสหประชาชาติมากนัก โดยเขากล่าวหาว่าองค์กรแห่งนี้พยายามผลักดันวาระทางการเมืองแบบฝ่ายซ้ายจัด ทว่าเขากลับชื่นชอบเวทีระดับโลกที่องค์กรนี้มอบให้แก่เขา

เขาใช้คำกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันอังคาร (22 ก.ย.) สรรเสริญความสำเร็จของตัวเองและอ้างบทบาทผู้สร้างสันติภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็ประกาศคำขู่โต้ง ๆ ในหลายเรื่อง

อิหร่านอาจถูกทำลายล้าง การโจมตีอย่างรุนแรงต่อเรือขนาดเล็กที่ต้องสงสัยว่าลักลอบขนยาเสพติดจะยังคงดำเนินต่อไป และรัฐบาลคิวบาอาจถึงขั้นถูกโค่นล้ม

ข้อความที่ชัดเจนคือ อเมริกายังคงพร้อมใช้อำนาจทางการทหารของตนเองในทุกสถานที่ที่ทรัมป์มองว่าจำเป็นต้องใช้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

ทรัมป์บอกว่าเขากำลัง "ฟื้นฟูอำนาจของอเมริกา" และแสดงแสนยานุภาพทางทหารที่เขาอ้างว่า "ไม่มีใครเทียบได้" ของประเทศ

"สหรัฐฯ จะไม่ยอมให้ภัยคุกคามต่ออเมริกาเข้ามาหยั่งรากในพื้นที่ใดก็ตามของซีกโลกตะวันตกอีกต่อไป" เขากล่าว

และยังเป็นอีกครั้งที่ทรัมป์ได้ประกาศจุดยืน "อเมริกาต้องมาก่อน" (America First) ต่อชาวโลกอย่างเต็มเสียง

2. คณะผู้แทนคิวบาวอล์กเอาต์หลังทรัมป์เรียกว่าเป็น "รัฐล้มเหลว"

เบิร์นด์ เดบุสแมนน์ จูเนียร์ ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว รายงานจากห้องประชุม

ทรัมป์วิจารณ์หนึ่งในประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯ อย่างคิวบาว่า เป็น "รัฐที่ล้มเหลวสิ้นเชิง" และบอกว่ารัฐบาลของเขากำลังดำเนินการเพื่อสร้าง "การเปลี่ยนแปลงพื้นฐานต่อสถานการณ์ในคิวบา"

"มันจะล่มสลาย" เขากล่าว

ผู้แทนจากคิวบาเดินออกจากห้องประชุม ในขณะที่ทรัมป์ยังคงพูดต่อ

ตลอดปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาส่งเสียงวิจารณ์รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของคิวบาบ่อยครั้งขึ้น โดยเมื่อวันอังคาร (22 ก.ย.) เขาบอกว่ารัฐบาลคิวบากำลังอยู่ภายใต้ "แรงกดดันมหาศาล" และกำลัง "ล้มเหลวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน"

ทว่าสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ให้รายละเอียดที่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในคิวบา จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของคิวบาแสดงความโกรธต่อคำกล่าวนี้ของทรัมป์ และกล่าวหาว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังเผยแพร่ "ข้อมูลเท็จ"

"รัฐบาลสหรัฐฯ ทำใจยอมรับไม่ได้ว่าคิวบาเป็น และมีสิทธิที่จะเป็น 'ประเทศที่มีอธิปไตยและอิสระโดยสมบูรณ์'" บรูโน โรดริเกซ ระบุผ่านเอ็กซ์ (X)

คำบรรยายวิดีโอ, นาทีคณะผู้แทนจากคิวบาวอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุมในขณะที่ทรัมป์กำลังกล่าวสุนทรพจน์

3. ขู่ตรง ๆ ว่าจะ 'ทำลายล้าง' อิหร่าน

คาชายาร โจเนดี บีบีซีแผนกภาษาเปอร์เซีย รายงานจากกรุงวอชิงตัน

ทรัมป์ยื่นทางเลือกเด็ดขาดให้กับอิหร่านในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ คือหากไม่บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ และฟื้นฟูประเทศ สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ก็จะต้องเผชิญกับการ "ทำลายล้าง" ที่รวดเร็ว

เขายังคาดการณ์ต่อว่า ข้อตกลงจบสงครามน่าจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือน พ.ย.

คำกล่าวครั้งนี้ของทรัมป์สะท้อนถึงกลยุทธ์การทูตเชิงบีบเค้นที่คุ้นเคย คือการเปิดช่องทางเจรจาไว้ในขณะที่ก็ขู่ว่าจะใช้กำลังที่เหนือกว่า

แต่ภาษาที่เขาใช้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างการทำลายระบบการเมืองของอิหร่าน และการข่มขู่อิหร่านทั้งประเทศ เลือนรางลง

ก่อนหน้านี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศหลายรายเคยออกมาแสดงความกังวลต่อสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "วาทกรรมอันน่าตกใจ" ที่เจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ รวมถึงทรัมป์ เคยพูดออกมา โดยทรัมป์เคยโพสต์ว่าสหรัฐฯ อาจ "ทำลายล้าง" โรงไฟฟ้าของอิหร่าน

คำกล่าวเมื่อวันอังคาร (22 ก.ย.) ที่อ้างอิงถึงการ "ไม่เหลือโอกาสรอดชีวิต" และ "ไม่เหลือความหวัง" สำหรับคนรุ่นต่อไป มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความกังวลในลักษณะเดียวกัน และการประกาศคำเตือนนี้บนเวทีสหประชาชาติ ซึ่งเป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อปกป้องคนรุ่นหลังจากสงคราม ก็นับเป็นเรื่องย้อนแย้ง

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวนี้ยังไม่ใช่การประกาศว่ากระบวนการทางการทูตล้มเหลวแล้ว

มันคือการพยายามที่จะกำหนดเงื่อนไขของการเจรจาที่อาจเกิดขึ้น กล่าวคือ สหรัฐฯ ยังคงพร้อมที่จะทำข้อตกลง แต่ต้องตกลงภายใต้ความกดดันของภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของรัฐ

4. ทรัมป์ยกยอข้อตกลงด้านความมั่นคงกับกรีนแลนด์ฉบับใหม่

เบิร์นด์ เดบุสแมนน์ จูเนียร์ ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว รายงานจากห้องประชุม

ทรัมป์ยังกล่าวชื่นชมข้อตกลงฉบับใหม่กับกรีนแลนด์ ซึ่งเขาระบุว่าสหรัฐฯ จะสร้างฐานทัพ 2 แห่งในดินแดนอาร์กติกแห่งนี้

"เราจะมีความสามารถอย่างสมบูรณ์ในการทำทุกสิ่งที่จำเป็นเพื่อปกป้องทวีปอเมริกา รวมถึงยุโรปด้วย" เขากล่าวถึงข้อตกลงดังกล่าวซึ่งเขาเคยพูดถึงมันเป็นครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ (18 ก.ย.)

เขากล่าวเสริมด้วยว่าข้อตกลงนี้เป็น "การเสริมความแข็งแกร่งอย่างมาก" ต่อกลุ่มพันธมิตรด้านกลาโหมอย่างนาโต

สหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ จัดพิธีลงนามร่วมกันที่ยูเอ็น ไม่นานหลังการกล่าวสุนทรพจน์ของทรัมป์

ทั้งนี้ แม้ว่ากรีนแลนด์จะเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเอง แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเดนมาร์ก ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักด้านนโยบายต่างประเทศของดินแดนแห่งนี้

Trump on left and Frederiksen on right, both in dark-colored suits in front of row of flags and blue background

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทรัมป์จับมือกับเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรรัฐมนตรีเดนมาร์ก ก่อนจะลงนามในข้อตกลงด้านความมั่นคง

เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลทรัมป์ได้กล่าวยกย่องข้อตกลงนี้ว่าเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงของสหรัฐฯ ด้วยต้นทุนที่ต่ำ และยังคงรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเอาไว้ได้

ทว่ารัฐบาลเดนมาร์กและกรีนแลนด์คงหวังว่าข้อตกลงนี้จะยุติความขัดแย้งที่คุกรุ่นมานาน ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อทรัมป์ขู่ว่าจะใช้กำลังยึดกรีนแลนด์

คำขู่นั้นได้สั่นคลอนกลุ่มพันธมิตรนาโต และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับเดนมาร์กตึงเครียดมาก

เมื่อดูจากการที่ทรัมป์พยายามมาหลายเดือนที่จะซื้อ หรือผนวกดินแดนกึ่งปกครองตนเองแห่งนี้ นักวิเคราะห์บางคนจึงมองว่านี่เป็นชัยชนะทางการทูตอย่างเงียบ ๆ

คำบรรยายวิดีโอ, ทรัมป์พยายามจะรีแบรนด์ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เป็นปัญญาชั้นยอด (Super Intelligence)

5. พยายามรีแบรนด์เอไอ

นาดา ทาวฟิก ผู้สื่อข่าวประจำนครนิวยอร์ก รายงานจากยูเอ็น

ทรัมป์หลงใหลในการสร้างแบรนด์ และในคำกล่าวสุนทรพจน์ของเขา เขาเรียก 'ปัญญาประดิษฐ์' (Artificial Intelligence) หรือเอไอ (AI) ด้วยนามใหม่ คือ 'ปัญญาชั้นยอด' (Super Intelligence)

ทรัมป์มีนิสัยชอบตั้งชื่อเรียกสิ่งต่าง ๆ ให้ติดหู และในสุนทรพจน์ของเขา เขาได้ตั้งชื่อใหม่หรือรีแบรนด์ให้กับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่าคือ "ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์" (Super Intelligence) หรือแปลเป็นไทยได้ว่า "ปัญญาชั้นยอด"

"การใช้คำว่า 'ประดิษฐ์' ทำให้มันดูปลอม" เขากล่าว "มันไม่ได้ปลอม จริง ๆ แล้วมันวิเศษเลยล่ะ แต่เราแค่ต้องระมัดระวัง"

"ยินดีต้อนรับสู่โลกใหม่ของ 'ปัญญาชั้นยอด' หรือเอสไอ (SI)" เขากล่าวเสริม

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยโต้แย้งว่าสหรัฐฯ ต้องเป็นฝ่ายชนะในการแข่งขันพัฒนาเอไอ โดยเขากล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า "ใครก็ตามที่ชนะเอไอ คนนั้นคือผู้ชนะ"

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้คัดค้านการออกมาตรการกำกับดูแลหรือกำหนดมาตรการใหม่ ๆ อย่างแข็งขันเพื่อความปลอดภัยในการใช้เอไอ และนั่นก็ทำให้เขามีจุดยืนที่แตกต่างจากผู้เข้าร่วมประชุมหลายคนที่ยูเอ็น

สำหรับผู้ที่เรียกร้องให้มีการกำกับดูแล คำถามก็คือ การทูตที่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้าจะสามารถตามทันการพัฒนาของเอไอที่รวดเร็วได้หรือไม่