วิเคราะห์กองทุนประกันสังคมผ่านกราฟ: อนาคตควรบริหารอย่างไร เมื่ออีกแค่ 11 ปี อาจจะมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ ?

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "มันจึงเป็นเรื่องความเป็นธรรมระหว่างรุ่น… เด็กมัธยมวันนี้ที่ยังเรียนอยู่ พอเข้ามาในระบบ เขาจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ เพราะเขาเป็นคนที่จ่าย แล้วในวันที่เขาเกษียณ ก็ไม่แน่ใจต่ออนาคตของของกองทุน" ชาคร กล่าวกับบีบีซีไทย
    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 11 นาที

ในวันที่ 27 ก.ย. นี้จะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมหรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า 'บอร์ดประกันสังคม' ซึ่งทำหน้าที่หลัก ๆ คือ กำหนดนโยบายและให้คำแนะนำ เกี่ยวกับการออกกฎหมายเพื่อพัฒนากฎหมายและสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตน รวมถึงกำหนดทิศทางและกำกับดูแล การบริหารกองทุนประกันสังคม รวมถึงการจัดหาผลประโยชน์ของกองทุน

ก่อนหน้านี้ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน เคยกำหนดว่าต้องให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปลงทะเบียนเลือกตั้งก่อนจึงจะสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ซึ่งตามตัวเลขผู้ลงทะเบียนรวม ณ วันที่ 20 ก.ค. มียอดรวม 1.64 ล้านคน แบ่งเป็น ผู้ประกันตน 1,629,845 ราย และฝ่ายนายจ้างอีก 16,066 ราย

ทว่าในเวลาต่อมามีผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่ายผู้ประกันตนรายหนึ่งได้ยื่นฟ้อง คณะกรรมการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1 และ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานกรรมการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเป็นผู้ถูกฟ้องที่ 2 ต่อศาลปกครองกลาง เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนจากประกาศของคณะกรรมการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่ลงวันที่ 25 พ.ค. ซึ่งกำหนดในข้อ 2 ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องลงทะเบียนขอใช้สิทธิกับสำนักงานประกันสังคมล่วงหน้า (1 มิ.ย. - 15 ก.ค.) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้ประกาศฉบับดังกล่าว เนื่องจากจะกระทบสิทธิของผู้ประกันตนที่ไม่สามารถลงทะเบียนได้ทัน

ต่อมาศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา ให้ทุเลาการบังคับตามข้อ 2 ของประกาศฯ ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าคดีศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ทำให้ในวันที่ 28 ส.ค. ที่ผ่านมา สปส. ดำเนินการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมทั้งหมด 12 ล้านคน ทั่วประเทศ

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเลือกตัวแทนฝ่ายละ 7 คนเข้าไปนั่งในบอร์ดประกันสังคม แต่เป็นการตัดสินใจของผู้ประกันตนต่อทิศทางการบริหารกองทุนที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท ท่ามกลางคำถามที่คุกรุ่นมานานเรื่องความโปร่งใส ผลตอบแทนการลงทุน และความยั่งยืนของบำนาญในระยะยาว

บีบีซีไทยสนทนากับนักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่ประเมินตัวเลขเกี่ยวกับความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคมตามโมเดลต่าง ๆ โดยพิจารณาจากรายจ่าย รายรับ และผลตอบแทนในกองทุนดังกล่าว ผ่านแผนภูมิ เพื่ออธิบายถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

หากดูกราฟข้างต้นที่เป็นกราฟแสดงความยั่งยืนของอนาคตกองทุนประกันสังคม ซึ่งบีบีซีไทยได้ข้อมูลมาจากทีดีอาร์ไอ โดย ชาคร เลิศนิทัศน์ นักวิจัยอาวุโส เราจะพบว่า ในอีกเพียง 11 ปีต่อจากนี้ รายจ่ายของกองทุนฯ จะมีมูลค่ามากกว่ารายรับที่เกิดจากเบี้ยสมทบของผู้ประกันตน และเพียงแค่ 7 ปี ถัดจากนั้น รายจ่ายของกองทุน จะมากกว่าทั้งรายรับจากเบี้ยของผู้ประกันตนบวกกับกำไรจากการนำเม็ดเงินที่เหลือจากรายรับไปลงทุน

ข้อมูลชุดนี้ยังเผยให้เห็นว่า เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ แม้เงินสมทบจากผู้ประกันตนจะดูเสมือนคงที่และเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่กราฟผลตอบแทนกลับดิ่งลงเรื่อย ๆ นั่นเป็นเพราะกองทุนประกันสังคมต้องแบกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ และรายจ่ายนี้เองที่มาเบียดตัวเลขผลตอบแทน

ทีดีอาร์ไอประเมินว่าตัวเลขผู้รับเงินบำนาญชราภาพผ่านกองทุนประกันสังคมของไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 1.9 ล้านคนในปี 2573 เป็น 8.7 ล้านคนในปี 2596 ขณะที่ตัวเลขผู้ประกันตนเพิ่มช้าและเริ่ม ทรงตัวที่ 15–16 ล้านคน

หากดูจากตัวเลขเงินสมทบและผลประโยชน์จากการลงทุนที่ สปส.รายงานออกมาย้อนหลัง 10 ปี ระหว่างปี 2560-2569 เม็ดเงินรวมของกองทุนนั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 1.76 ล้านล้านบาทในปี 2560 พุ่งขึ้นมาเป็น 3.04 ล้านล้านบาท ณ ปัจจุบัน

ทว่าประเด็นสำคัญที่นักวิจัยออกมาเตือนเป็นเพราะ หากเรามองด้วยเลนส์ของตัวเลขการเติบโตปีต่อปี ก็ดูได้ว่าทุกอย่างไม่มีปัญหา หรือกระทั่ง "ไม่ได้ดูแย่ด้วยซ้ำ" แต่เพราะวิกฤตที่กำลังรออยู่นั้น จะรออยู่ในอีก 20-30 ปี ต่อจากนี้

"มันจึงเป็นเรื่องความเป็นธรรมระหว่างรุ่น… เด็กมัธยมวันนี้ที่ยังเรียนอยู่ พอเข้ามาในระบบ เขาจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ เพราะเขาเป็นคนที่จ่าย แล้วในวันที่เขาเกษียณ ก็ไม่แน่ใจต่ออนาคตของของกองทุน" ชาคร กล่าวกับบีบีซีไทย

กองทุนใหญ่ แต่ผลตอบแทน 'จริง' ต่ำ

ชาครชี้ว่าหนึ่งใน 'อาการป่วย' ที่สะท้อนออกมาจากกองทุนประกันสังคมในปัจจุบันคือมิติเรื่องผลตอบแทนที่เมื่อเอามาคำนวณเป็นค่าเฉลี่ยรายปีจะอยู่ที่ 2%-3% แตกต่างจากตัวเลขการเติบโตที่รายงานโดยฝั่ง สปส.

ขณะที่ในรายงานของกองทุนฯ ฉบับล่าสุด พบว่า มีอัตราผลตอบแทน ประจำปี 2568 อยู่ที่ 6.16% ซึ่งคำนวณตามวิธีมูลค่ายุติธรรม ขณะที่อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปี อยู่ที่ 3.28%

กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ออกมาเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวในช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า แม้ปี 2568 จะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ผลตอบแทนก็ยังโตได้ พร้อมระบุว่า ผลตอบแทนดังกล่าวสะท้อนถึงแนวทางการบริหารเงินทุนที่รอบคอบ กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และสามารถกระจายความเสี่ยงพร้อม ๆ กับสร้างผลตอบแทนได้

ชาครอธิบายว่าสาเหตุที่ตัวเลขมักแตกต่างกันแท้จริงแล้วอยู่ที่วิธีการรายงานข้อมูล โดยกองทุนประกันสังคมมักใช้ตัวเลขผลลัพธ์รวมที่สะสมมาตั้งแต่ปีที่ก่อตั้งกองทุนฯ ซึ่งอาจไม่สะท้อนการเติบโตที่แท้จริงในแต่ละปีได้อย่างเต็มที่

"เวลาประกันสังคมเขารายงานผลการดำเนินการ เขาจะรายงานในรูปแบบผลลัพธ์รวม แต่นั่นคือตั้งแต่เปิดกองทุนบวก ๆ กันไป" ชาครกล่าว

ส่วนตัวเลขประเมินของทีดีอาร์ไอ ซึ่งอยู่ที่ราว 2%-3% ต่อปีนั้น นักวิจัยผู้นี้ประเมินว่า "ค่อนข้างต่ำ" เนื่องจากกองทุนฯ มีหน้าที่ในการบริหารจัดการเม็ดเงินโดยตรง และตัวเลขดังกล่าวก็ใกล้เคียงกับอัตราเงินเฟ้อของไทย รวมไปถึงผลตอบแทนที่ได้จากพันธบัตรต่าง ๆ

Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, "สำหรับ[กองทุน]ประกันสังคมตรงนี้ค่อนข้างลำบากกับคนทั่วไปหรือแม้กระทั่งนักวิชาการที่จะเข้าไปตามไล่ตามดู ก็ไม่ง่าย" ชาคร กล่าว

เขาเสริมด้วยว่าหากนำตัวเลขดังกล่าวไปเทียบกับกองทุนบำนาญของประเทศอื่น ๆ จะพบว่าหลายกองมีผลตอบแทนตั้งแต่ระดับ 5% ไปจนถึงตัวเลข 10%

"อาจจะบอกได้ว่าถ้ากองใหญ่ขนาดนี้ แล้วตัวผลตอบแทนอยู่ใกล้เคียงกับพันธบัตร ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่เสี่ยงน้อยที่สุดเนี่ย ผมคิดว่าอันนี้เป็นสัญญาณอย่างหนึ่งที่บอกได้แล้วว่าน่าจะเป็นปัญหา" ชาคร กล่าว

นอกจากประเด็นเรื่องการเติบโตที่อาจนำไปเทียบประสิทธิภาพการดำเนินงานกับกองทุนประกันสังคมหรือกองทุนบำนาญของประเทศอื่น ๆ ได้แล้ว ในมิติเรื่องการเปิดเผยข้อมูลเอง เขายกตัวอย่างว่ากองทุนบำเหน็จบำนาญของประเทศแคนาดา (Canada Pension Plan) ที่การเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจน จนทั้งนักวิเคราะห์ไปจนถึงประชาชนทั่วไป สามารถเห็นได้ว่าในช่วง 10 ปี หรือ 5 ปี ผลตอบแทนสุทธิเป็นเท่าไหร่ และหากลงไปดูในรายละเอียดก็จะสามารถทราบได้อย่างชัดเจนว่าตัวกองทุนบำนาญของแคนาดานั้นถือสินทรัพย์ประเภทไหนไว้บ้าง

"สำหรับ[กองทุน]ประกันสังคมตรงนี้ค่อนข้างลำบากกับคนทั่วไปหรือแม้กระทั่งนักวิชาการที่จะเข้าไปตามไล่ตามดู ก็ไม่ง่าย" ชาคร กล่าว

ข้อมูลจากคณะกรรมการการลงทุนกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งแคนาดา (CPP Investment Board) ซึ่งมีหน้าที่บริหารการลงทุนของกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งแคนาดา สะท้อนว่า ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนการลงทุนของกองทุนบำเน็จบำนาญของแคนาดาเฉลี่ย 10 ปี อยู่ที่ 9.4% ซึ่งนี่เป็นตัวเลขที่ได้จากการคำนวณโดยยังไม่ได้หักอัตราเงินเฟ้อออกไป (nominal return)

ระเบิดเวลาในโครงสร้างประชากร

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา กลุ่มผู้ประกันตนที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนมากกว่ากลุ่มอายุ 15-29 ปีไปแล้ว

นอกจากมิติเรื่องผลตอบแทนที่ต่ำ บวกกับการประเมินจากโมเดลข้างต้น ที่คาดการณ์ว่าสุดท้ายเม็ดเงินหลักแสนล้านจะหมดไป ชาครกล่าวเพิ่มเติมว่าโครงสร้างประชากรของไทยที่เดินหน้าเข้าสู่วิกฤตสังคมสูงวัยก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ

เขาอธิบายว่า หากแบ่งกลุ่มผู้จ่ายเงินสมทบออกเป็น 3 กลุ่ม ตามช่วงวัย คือ ช่วงอายุ 15-29 ปี ช่วงอายุ 30-44 ปี และช่วงอายุ 45 ปี ขึ้นไป นับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา กลุ่มที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนมากกว่ากลุ่มอายุ 15-29 ปีไปแล้ว ส่วนกลุ่มใหญ่ที่สุดอย่างผู้ที่มีอายุระหว่าง 30-44 ปี ก็เริ่มเห็นกราฟปักหัวลงตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา

เขาอธิบายถึงผลกระทบต่อคนในแต่ละช่วงวัยโดยเปรียบเทียบว่าสมัยก่อน ปัจจุบัน อาจใช้คนวัยทำงาน 6-7 คน เพื่อจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้กับคนหนึ่งคน แต่ในอนาคตตัวเลขนั้นอาจปรับลดลงมาเหลือ 3-4 คน ต่อการจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้คนหนึ่งคน อีกทั้ง สัดส่วนยังอาจลดลงไปเหลือ 2 คน ต่อการจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้คนหนึ่งคน ซึ่งประเด็นนี้จะส่งผลต่อเสถียรภาพของกองทุนบำนาญแน่นอน

ไม่เพียงแค่ตัวเลขผู้จ่ายเงินสมทบจะเป็นปัญหาจากมิติโครงสร้างประชากรแล้ว แต่โครงสร้างของกองทุนเองก็อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเร่งที่ทำให้กองทุนเงินหมดในอนาคต

ชาครอธิบายว่า โดยปกติแล้วกองทุนบำนาญนั้นมีอยู่ 2 รูปแบบคือ

Defined Benefit (DB): ผลประโยชน์กําหนดแน่นอน

  • เงินบํานาญคํานวณจาก สูตรที่กําหนดไว้ล่วงหน้า (เช่น เงินเดือนช่วงท้ายคูณปีที่ทํางาน)
  • กองทุนหรือภาครัฐเป็นผู้รับความเสี่ยง ด้านผลตอบแทนการลงทุนและอายุยืนของผู้รับบํานาญ
  • ความท้าทายคือความเสี่ยงข้างต้นอาจสร้างภาระทางการคลังระยะยาว เมื่อสังคมสูงวัยเพิ่มขึ้น

Defined Contribution (DC): เงินสมทบกําหนดแน่นอน

  • กําหนด อัตราเงินสมทบแน่นอน จากลูกจ้างและนายจ้าง
  • เงินบํานาญขึ้นอยู่กับเงินสะสมและผลตอบแทนจากการลงทุน
  • ผู้สมทบรับความเสี่ยงการลงทุนมากขึ้น แต่ข้อดีคือระบบมีความยั่งยืนทางการคลังและยืดหยุ่นกว่าในตลาดแรงงานยุคใหม่

ชาคร อธิบายว่า กองทุนประเภทดีบีนั้น จะเป็นการการันตีว่าเมื่อเกษียณไป ผู้ประกันตนจะได้จำนวนเงินที่แน่นอน ต่อให้มีความเสี่ยง รัฐก็จะช่วยตรงนั้นไป ส่วนกองทุนประเภทดีซี ถ้าสมมติการลงทุนในปีเติบโตค่อนข้างมาก พอร์ตการลงทุนก็จะโตตามไปด้วย แต่หากการลงทุนแย่ ผู้สมทบก็ต้องรับความเสี่ยง เพราะว่าผลตอบแทนของกองทุนมาจากเม็ดเงินลงทุนจริง โดยปัจจุบันรูปแบบของไทยเป็นแบบดีบี "ซึ่งอันนี้เป็นหัวใจสำคัญที่มันเป็นความเสี่ยง ในกรณีที่เงินสมทบมันลดลงจากการที่คนแก่เยอะขึ้น แต่ตอนเราจ่ายออกมันยังคงที่อยู่เท่าเดิม แล้วก็มีจำนวนคนที่เราต้องจ่ายออกที่เพิ่มมากขึ้น"

จากการคำนวณของทีดีอาร์ไอพบว่า ตัวเลขผู้รับบำนาญของไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 1.9 ล้านคน ในปี 2573 เป็น 8.7 ล้านคน ในปี 2596

เพื่อแก้ปัญหากองทุนเงินหมดเพราะมีรายจ่ายออกไปมากกว่ารายรับหรือกำไรจากการลงทุน ชาครจำลองว่าหากมีการเพิ่มอัตราการสมทบจาก 6% เป็น 10% หรือ 12% สถานการณ์จะดีขึ้นไหม โดยเขาพบว่า สุดท้ายแล้วแม้มีการปรับขึ้นอัตราเงินสมทบ กองทุนก็จะเงินติดลบอยู่ดี

เขาเสนอว่าสิ่งที่ไทยควรทำและเป็นแนวทางที่ประเทศอื่น ๆ เริ่มหันมาทำแล้วนั้นก็คือ การเปลี่ยนจากระบบดีบี ไปสู่ระบบดีซี

ชาครชี้ว่าไทยอาจเริ่มต้นขยับไปสู่รูปแบบของสวีเดนได้ เนื่องจากระบบบำนาญภาครัฐของสวีเดนมีการแยกเป็นแขนงย่อย ๆ เพื่อสร้างหลักประกันขั้นต่ำให้กับผู้ที่มีรายได้น้อยที่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากความผันผวนของการลงทุน

ปัจจุบันระบบบำนาญของสวีเดน จะคำนวณจากการหักเงินราว 18.5% ของรายได้ที่รัฐใช้คำนวณสูงสุดไม่เกิน 7.5 เท่าของฐานรายได้ โดยจะแบ่งเป็นสองส่วนใหญ่ ๆ คือบำนาญจากรายได้ (Income Pension) ซึ่งมาจากเงินสมทบราว 16% ของรายได้ โดยเม็ดเงินส่วนนี้จะถูกหักไปใส่ใน บัญชีสมมติ (Notional Defined Contribution) ซึ่งมีหลักการเหมือนบัญชีเงินฝากทั่วไป แต่เม็ดเงินนั้นเป็นเงินเสมือน (virtual) คนทำงานจ่ายเงินสมทบ แต่เม็ดเงินนี้จะถูกนำไปใช้สำหรับผู้ที่เกษียณอายุในปัจจุบันทันที ขณะที่ยอดของแต่ละคนจะถูกบันทึกไว้เป็นสิทธิในบัญชีสมมติ โดยธนาคารโลกอธิบายว่า "ในบัญชีสมมติ ผลตอบแทนที่เงินสมทบได้รับเป็นผลตอบแทนเสมือน (notional) ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้กำหนด ไม่ใช่ผลลัพธ์จากผลตอบแทนการลงทุนในตลาดจริง"

อีก 2.5% ซึ่งจะถูกหักเข้าสู่กองที่เรียกว่า 'บำนาญพรีเมียม' (premium pension) โดยก้อนนี้เอง ชาครบอกว่า เป็นแนวทางใหม่ที่ผู้ประกันตนสามารถปรับเปลี่ยนหรือเลือกลงทุนเองได้

นอกจากนี้สวีเดนยังมีบำนาญขั้นต่ำสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย ด้วย โดยสัดส่วนนี้รัฐบาลจะเป็นผู้อุดหนุน ทำหน้าที่เสมือนเป็นตาข่ายรองรับสวัสดิการของประชาชน โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีอายุ 66 ปีขึ้นไป และได้รับเงินบำนาญที่อิงกับรายได้ในอัตราต่ำหรือไม่มีเงินบำนาญที่คำนวณจากรายได้

โครงสร้างบริหารเพื่อ 'ผลตอบแทน' สูงสุด ที่ยังถูกจำกัดอยู่

หากย้อนกลับไปพูดถึงกราฟโมเดลความยั่งยืนกับอนาคตกองทุนประกันสังคมที่ถูกอ้างอิงมาตั้งแต่แรก ผู้อ่านจะพบว่าบทความนี้ได้แตะกราฟ 2 เส้น ที่พูดถึงประเด็นเงินสมทบของผู้ประกันตนที่จะน้อยลงเรื่อย ๆ จากโครงสร้างประชากรที่มีผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ และกราฟซึ่งสะท้อนถึงรายจ่ายของกองทุนฯ ซึ่งโตตามขึ้นไปด้วยเพราะกองทุนประกันสังคมของไทย ดูแลสิทธิประโยชน์หลากหลายนอกเหนือจากระบบบำนาญ แต่ยังรวมถึงกรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร หรือการว่างงาน

ทว่ากราฟสุดท้ายที่เรายังไม่ได้พูดถึงนั่นก็คือฝั่งกราฟที่สะท้อนผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุนประกันสังคม ซึ่งหลายฝ่ายวิจารณ์ไปแล้วว่ามีผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ และเป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะมิติด้านการบริหารจัดการแบบข้าราชการที่อาจบั่นทอนศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าที่เป็นอยู่

จากประเด็นเรื่องผลตอบแทนที่กล่าวมาแล้ว กราฟที่เห็นข้างต้นนี้เป็นโมเดลคาดการณ์เงินกองทุนสะสมจากผลการตอบแทนที่ได้รับ แบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่ กรณีผลตอบแทน 2%, 4% และ 6% โดยจะเห็นได้ว่าแม้จะผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้น แต่แนวโน้มของกราฟทั้ง 3 เส้นยังคงเหมือนเดิมและท้ายสุดต่างก็ปักหัวลงกันทั้งสิ้น

แม้แต่ในกรณีที่เพิ่มผลตอบแทนลงทุนเป็น 8% การคำนวณยังสะท้อนว่า สุดท้ายกองทุนประกันสังคมจะมีเงินสดติดลบในปี 2579 และตัวกองทุนเองจะติดลบในปี 2603

ชาครย้ำว่า "มาตรการด้านการเงินของกองทุน ช่วยยืดเวลาได้ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ จําเป็นต้องปรับโครงสร้างระบบบํานาญโดยรวม เพื่อให้เกิดความยั่งยืนระยะยาว"

นอกจากนี้บีบีซีไทยยังได้สัมภาษณ์ ภัณฑิรา เวอร์การา อนุกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด กองทุนประกันสังคม และอดีตกรรมการบริหารการลงทุน กลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งสูง ธนาคารโกลด์แมนแซคส์ (Goldman Sachs) เมื่อช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยเธอชี้ว่า ปัญหาของกองทุนอาจแบ่งได้เป็นสองข้อคือ โครงสร้างแบบระบบราชการ กับสัดส่วนหรือกลยุทธ์ด้านการลงทุน แต่เธอเน้นหนักไปที่ประการแรก

ภัณฑิรายกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งตรงกับวันเสาร์ และเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างอิหร่าน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล โดยระบุว่า หากเกิดวิกฤตสำคัญในวันหยุด การดำเนินการตามขั้นตอนของระบบราชการไทยอาจทำให้ต้องใช้เวลาในการรวบรวมผู้มีอำนาจตัดสินใจ ส่งผลให้การตอบสนองต่อสถานการณ์ล่าช้า เมื่อเทียบกับกองทุนระดับสากลที่มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการมากกว่า

"สงครามเกิดวันเสาร์ เขาอาจจะเตรียมแผนไว้แล้วก่อนตลาดเปิดตั้งแต่บ่ายวันอาทิตย์ เพื่อที่จะตอบสนองได้ทันท่วงทีในเช้าวันจันทร์ แต่ถ้าเป็นกองทุนในรูปแบบของราชการ กว่าที่เราจะขยับตรงนี้ มันอาจจะใช้เวลาลากยาวหลายวันหรือเป็นหลักอาทิตย์ถึงจะมีการตัดสินใจที่ทำได้ มันก็อาจจะใช้เวลาตรงนี้ได้มีประสิทธิภาพสูงสุดยาก"

เธอมองว่าหากสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตรงนี้ แล้วทำให้อำนาจการตัดสินใจของการลงทุนเป็นสายตรงมากขึ้น ก็น่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุน ซึ่งไม่ได้แค่ช่วยลดความเสี่ยงอย่างเดียว แต่ยังอาจจะทำให้มีโอกาสเข้าไปซื้อสินทรัพย์ในจังหวะช่วงเวลาที่ราคาปรับตัวลดลงได้ด้วย

ขณะที่ชาครยกตัวอย่างกรณีของแคนาดา ซึ่งเคยประสบปัญหาเดียวกันว่าจะทำอย่างไรให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่บริหารจัดการกองทุนมีความคล่องตัวมากขึ้น แล้วก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝั่งการเมืองมากจนเกินไป

จากคำถามดังกล่าว แคนาดาจึงจัดตั้ง Canada Pension Plan Investment Board (CPPIB) ขึ้นมาในปี 2540 เพื่อทำการบริหารจัดการเรื่องการเงินการลงทุนเป็นหลัก แล้วจึงส่งผลตอบแทนและดอกเบี้ยต่าง ๆ กลับเข้าสู่กองทุนหลัก จากนั้นกองทุนก็ค่อยทำหน้าที่ในการจ่ายผลประโยชน์ออกไป หรือว่าจะต้องเรียกเก็บเงินสมทบจากผู้ประกันตนเพิ่ม

"ข้อเสนอที่ประกันสังคมก้าวหน้าเอง หรือในหลายกลุ่มอิสระที่พยายามพูดถึงเหมือนกัน ก็คือแยกบอร์ดลงทุน ตัวอนุลงทุนออกมาให้เป็นอิสระมากยิ่งขึ้น หรือว่าเงื่อนไขในการลงทุน การบริหารจัดการความเสี่ยง มันเป็นเงื่อนไขที่อิสระมากขึ้น ไม่ได้อยู่ภายใต้กรอบของตัวราชการ เหมือนปลดล็อกส่วนที่หนึ่งก่อน" ชาครกล่าว

เขายกตัวอย่างว่า กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เองก็มีลักษณะการบริหารที่แยกออกมาเป็นอิสระ ไม่ได้อยู่ภายใต้โครงสร้างข้าราชการโดยตรง "แต่ว่าไม่ได้หมายความว่าไปเป็นบริษัทเอกชน ก็คือไปเป็นองค์กรที่เขาจัดการได้ด้วยตัวเอง" นอกจากนี้ กบข.เองก็ยังมีการปรับตัวในเชิงการเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบบำนาญแบบดีซีที่นักวิจัยผู้นี้กล่าวเอาไว้ก่อนหน้าเช่นเดียวกัน

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "แล้วเงินแสนล้านตรงนี้ มันเปลี่ยนชีวิตคนได้ คือประเทศเราอาจจะไม่ได้เป็นประเทศที่ร่ำรวยเหมือนหลาย ๆ ประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมันหรือมีเศรษฐกิจที่มั่นคงมาหลายสิบปีแล้ว แต่ความสำคัญของเงินกองทุนประกันสังคมมันยังมีมากสำหรับประชากรไทยส่วนใหญ่" ภัณฑิรา กล่าวทิ้งท้าย

เชื่อมโยงกับมิติเรื่องโครงสร้างแบบข้าราชการ ภัณฑิราเสริมว่ากลยุทธ์ในการลงทุนของกองทุนฯ เองก็ทำให้กองทุนแห่งนี้กำลังแบกค่าเสียโอกาสอย่างมหาศาลเอาไว้อยู่

จากการคำนวณของเธอ เธอบอกเราว่าผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี ตลอด 30 ปีย้อนหลังของประกันสังคมอยู่ที่ 1.44% ซึ่งหากบอร์ดบริหารใหม่ที่มีความคล่องตัวกว่าเดิมสามารถเพิ่มศักยภาพของผลตอบแทนขึ้นมาอยู่ในระดับ 6%-8% ต่อปี จะทำให้เม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นรายปีอยู่ที่หลักแสนล้านบาท

เธอวิเคราะห์ว่า หากสามารถบริหารกองทุนประกันสังคมให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด เหมือนกับกองทุนอื่น ๆ ที่แก้ปัญหาโครงสร้างเสร็จแล้ว กองทุนประกันสังคมมีโอกาสที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มต่อวันถึง 300 ล้านบาท

"แล้วเงินแสนล้านตรงนี้ มันเปลี่ยนชีวิตคนได้ คือประเทศเราอาจจะไม่ได้เป็นประเทศที่ร่ำรวยเหมือนหลาย ๆ ประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมันหรือมีเศรษฐกิจที่มั่นคงมาหลายสิบปีแล้ว แต่ความสำคัญของเงินกองทุนประกันสังคมมันยังมีมากสำหรับประชากรไทยส่วนใหญ่" ภัณฑิรา กล่าวทิ้งท้าย