หยุดภาวะ "ดีเด่นเฟ้อ" ข้าราชการต้อง "เอ๊ะเก่ง" โฉมหน้าราชการไทยที่ ก.พ. อยากเห็นในยุคปฏิรูป

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 12 นาที
ระบบราชการไทยจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างไรภายใต้แผนปฏิรูปราชการปี 2569 น่าจะเป็นคำถามแรก ๆ ที่สังคมฉุกคิดหลังได้ยินข่าว-ได้ยินคำสำคัญจากคนในรัฐบาล "อนุทิน 2" ทั้งกลางรัฐสภาและในหน้าสื่อ
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นทั้ง 3 ประธาน - คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.), คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.), คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) - ไม่ต้องการใช้คำว่า "ปฏิรูประบบราชการ" โดยให้เหตุผลว่า "เป็นภาพจำของความล้มเหลว มีการตั้งคณะกรรมการ ตั้งคณะทำงาน แต่ไม่ลงมือทำ จึงขอใช้คำว่า 'การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ' แทน"
เป้าหมายสำคัญของการปฏิรูประบบราชการระลอกนี้ เป็นไปเพื่อถอดสลัก "ระเบิดเวลาทางการคลัง" โดยหวังลดงบประมาณรายจ่ายประจำลง แล้วเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนและพัฒนาจากราว 20% เป็น 30%
ในปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลต้องกันเงิน 1.24 ล้านล้านบาท จากงบประมาณแผ่นดิน 2.78 ล้านล้านบาทของรายจ่ายประจำไปใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรภาครัฐที่มีอยู่ 3 ล้านคน แบ่งเป็น งบบุคลากรโดยตรง 6.7 แสนล้านบาท เพื่อจ่ายเงินเดือน, ค่าตอบแทน, ค่าจ้าง และงบกลาง 5.72 แสนล้านบาท เพื่อจ่ายเบี้ยหวัดบำนาญ, ค่ารักษาพยาบาล, เงินสำรองและเงินสมทบ, เงินเลื่อนขั้นและปรับวุฒิ, เงินช่วยเหลือ, เงินสมทบ
นี่จึงกลายเป็นเงื่อนไขบังคับที่ทำให้ราชการไทยไม่ปฏิรูปไม่ได้ และถูกมองว่าเป็นการเขย่าแวดวงราชการครั้งใหญ่ในรอบ 25 ปีนับจากการปฏิรูปราชการในยุครัฐบาล "ทักษิณ" เมื่อปี 2545
"ผมไม่กล้าพูดว่าใหญ่ที่สุดหรือเปล่า แต่ผมคิดว่ามัน comprehensive (ครอบคลุมทุกมิติ/กินวงกว้าง) มันมีความใหญ่ของมันมาก จริง ๆ ต้องให้เครดิตท่านรองนายกฯ ปกรณ์ ต้องให้เครดิตรัฐบาลที่สนับสนุนให้มีการปรับปรุงระบบข้าราชการในระดับนี้ เพราะถ้าปราศจากเจตจำนงทางการเมือง ทุกที่ในโลกการปรับปรุงระบบราชการขนานใหญ่ มันเกิดขึ้นไม่ได้แน่นอน" นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ. กล่าวกับบีบีซีไทย
เริ่มจากวิเคราะห์ลักษณะงาน ไม่ได้เอา 11 สายงานเป็นตัวตั้ง
คำถามต่อมาคือ เมื่อรัฐบาลอนุทิน "พูดแล้ว" หน่วยปฏิบัติที่รับผิดชอบเรื่องการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐอย่างสำนักงาน ก.พ. จะ "ทำ" ให้เกิดผลได้อย่างไร
"ถ้าเราเห็นข่าวตามหน้าสื่อ กำลังคนเป็น pain point (จุดเจ็บปวด/ปัญหาที่ต้องแก้) ไม่ใช่แค่ระบบราชการ แต่เป็น pain point ของประเทศ เพราะค่าใช้จ่ายด้านกำลังคนเป็นสัดส่วนที่สูงในงบประมาณแต่ละปี" นายปิยวัฒน์บอก ก่อนไล่เลียงแผนปฏิบัติการของสำนักงาน ก.พ. ภายใต้เป้าหมายลดกรอบอัตรากำลังลงไม่น้อยกว่า 15% จากฐานข้าราชการพลเรือนที่มีอยู่ปัจจุบัน 4.1 แสนคน ภายในปีงบประมาณ 2575

แนวทางการปฏิรูประบบราชการที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 11 ส.ค. อยู่ภายใต้ 3 หลักการสำคัญ ดังนี้
- ตรึงอัตรากำลังไว้เท่าเดิม "เราพยายามไม่ให้มันโตมากไปกว่านี้ และระงับคำขอเพิ่มตำแหน่งใหม่"
- ยุบเลิกตำแหน่งที่ไม่ได้ใช้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567 และตำแหน่งที่ว่างจากการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งเดิมเคยทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบพนักงานราชการ (ยกเว้นสายงานแพทย์และทันตแพทย์ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ) ซึ่งเลขาธิการ ก.พ. ระบุว่ามีกว่า 1 หมื่นตำแหน่ง
- ทยอยยุบเลิกตำแหน่งใน 11 สายงานสนับสนุนเมื่อข้าราชการเกษียณอายุตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 ซึ่งเลขาธิการ ก.พ. ย้ำว่า ไม่ได้ยุบสายงาน แต่เปลี่ยนไปใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นแทน
"เราไม่ได้เริ่มต้นจากว่าต้องเอา 11 สายงานนี้เป็นตัวตั้ง แต่มาจากการวิเคราะห์ลักษณะงานและความจำเป็นที่ต้องใช้อำนาจหน้าที่นั้นด้วยสถานะข้าราชการหรือไม่" นายปิยวัฒน์ชี้แจง
เขาขยายความว่า 2 กลุ่มงานที่ ก.พ. จะ "ไม่เข้าไปแตะต้อง" คือ กลุ่มงานที่ต้องใช้เทคนิคหรือใช้องค์ความรู้เฉพาะ เช่น ช่างโยธา และกลุ่มงานที่ต้องใช้อำนาจรัฐ ควบคุมกฎหมายและระเบียบ เช่น นิติกร บัญชี พัสดุ แต่สำหรับงานสนับสนุนที่สามารถปรับรูปแบบการจ้างงานได้โดยไม่จำเป็นต้องมีสถานะเป็นข้าราชการ จัดกลุ่มได้ 11 สายงาน
"ก.พ. ไม่ได้จะยกเลิกวิชาชีพบรรณารักษ์ เพียงแต่ปรับรูปแบบการจ้างงาน บรรณารักษ์ของกรมศิลปากร (สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม) เราก็ไม่ได้ยุบ ไม่ได้ด้อยค่างานของเขาเลย แต่มันมีโจทย์ที่ใหญ่กว่าคือต้องบริหารจัดการระบบราชการในภาพรวมให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งหมดของประเทศ ยืนยันว่าเคารพทุกวิชาชีพ" เลขาธิการ ก.พ. ระบุ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ก่อนหน้านี้ สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ ได้ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลขอให้ทบทวนมาตรการยุบเลิกตำแหน่งบรรณารักษ์ในภาครัฐเอาไว้ก่อน จนกว่าจะศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน เพราะ "ไม่มีประเทศใดในโลกทำเช่นนี้" จึงน่าสนใจว่าเหตุใดวิชาชีพเฉพาะอย่างบรรณารักษ์ถึงเป็น 1 ในกลุ่ม 11 สายงานที่จะทยอยยุบเลิกตำแหน่ง-เลิกบรรจุเป็นข้าราชการ
เลขาธิการ ก.พ. ทวนคำถาม "ทำไมบรรณารักษ์ถึงอยู่ในกลุ่ม 11 สายงาน ด้วยรูปแบบของห้องสมุด มันกําลังเปลี่ยนไป มันใช้เทคโนโลยีมาแทนได้ แม้กระทั่งการเซ็ตระบบจัดเก็บข้อมูล ผมคิดว่าเราต้องปรับ"
ก.พ. เคาะหลักการเออร์ลีรีไทร์แล้ว หาทางให้วิน-วิน
อีกมาตรการที่รัฐบาลเตรียมนำมาใช้เพื่อลดคน-ปรับโครงสร้างคือ มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือเออร์ลีรีไทร์ (early retirement) โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายเอาไว้ 2 กลุ่มคือ 1. กลุ่มข้าราชการอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป 2. กลุ่มข้าราชการอายุ 40-49 ปี และมีอายุราชการตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยผู้เข้าร่วมมาตรการจะได้รับเงินก้อนสูงสุดไม่เกิน 12 เท่า
เงื่อนไขสำหรับข้าราชการที่สมัครใจออกคือ ห้ามกลับเข้ารับราชการ หรือกลับมาเป็นพนักงานประจำในหน่วยงานภาครัฐทุกประเภท
ส่วนเงื่อนไขของส่วนราชการต้นสังกัดคือ ต้องยุบเลิกตำแหน่งเท่ากับจำนวนผู้เข้าร่วมมาตรการ ทว่าไม่จำเป็นต้องยุบตามตำแหน่งเดิมของผู้เข้าร่วมมาตรการ โดยให้บริหารจัดการว่าจะนำตำแหน่งใดมายุบตามความเหมาะสมของภารกิจและโครงสร้างองค์กร
นายปิยวัฒน์เปิดเผยว่า ที่ประชุม ก.พ. เห็นด้วยในหลักการของมาตรการเออร์ลีรีไทร์แล้ว แต่ให้สำนักงาน ก.พ. ไปทบทวนเล็กน้อยเกี่ยวกับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับตัวข้าราชการ เช่น จะเปิดช่องให้คนอายุน้อยกว่า 50 ปีที่ไม่สบาย หรือคนที่ต้องการไปดูแลพ่อแม่ที่เป็นผู้ป่วยติดเตียงหรือสมองเสื่อม จะออกได้ด้วยมาตรการนี้หรือไม่ หรือกลุ่มคนอายุ 40-49 ปี จะให้ออกด้วยเหตุผลอะไร เพราะ "ที่ประชุม ก.พ. เป็นห่วงว่าเขาจะออกไหมนะ เขายังเด็กอยู่นะ อายุ 40 ปีสมัยนี้ถือว่ายังเด็กอยู่ จะวิน-วิน (Win Win – ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย) ได้อย่างไร" ทั้งนี้สำนักงาน ก.พ. จะจัดทำหลักเกณฑ์และเสนอเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ด คปร. ในเดือน ต.ค.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ไม่แน่ใจงบดูแลข้าราชการหัวละ 40 ล้านอยู่ภายใต้สมมติฐานใด
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตจาก รศ.ดร.สามชาย ศรีสันต์ ประธานบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยพัฒนาศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) บนเวทีเสวนา "ปฏิรูปข้าราชการ Firming Thailand?" เมื่อ 5 ก.ย. ว่า การประกาศว่าจะลดรายจ่ายประจำลงให้เหลือ 30% จาก 70% ด้วยการทำโครงการเกษียณก่อนกำหนด 30,000 ตำแหน่ง อาจไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้สักเท่าไร ขณะเดียวกันรัฐบาลเตรียมการว่าจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้แทน และจ้างเหมาบริการจากภายนอก (outsource) เข้ามาทดแทนอัตรากำลังที่จะออกไปซึ่งจะต้องมีการวางระบบและจ้างผู้ดูแลระบบ (admin) ดังนั้นอาจเป็นเพียงการเปลี่ยนหมวดงบประมาณไปเป็นงบด้านอื่นจากเดิมเป็นงบรายจ่ายด้านบุคลากรหรือไม่
ในเวทีเดียวกันนี้ รศ.ดร.สุนิสา ช่อแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ. ได้นำเสนอข้อมูลวงเงินที่รัฐต้องจ่ายให้ข้าราชการ 1 คนตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่วันแรกที่บรรจุถึงวันเกษียณ ได้บำนาญ ได้เงินสวัสดิการ จนกระทั่งเสียชีวิต ในบริบทสังคมสูงวัยที่อายุเฉลี่ยยืดออกไป
"รัฐต้องใช้เงินสูงถึงประมาณ 40 ล้านบาทต่อคน เมื่อคูณด้วยตัวเลข 1.7 ล้านคน (จำนวนข้าราชการทุกประเภททั้งประเทศ) นี่คือตัวเลขที่ไปกินพื้นที่ทางการคลังอย่างมหาศาล" รศ.ดร.สุนิสากล่าว
ต่อมา รศ.ดร.สุนิสาได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ตัวเลขดังกล่าวคิดจากฐานตำแหน่งประเภทวิชาการ เพราะเป็นแท่งที่มีคนส่วนใหญ่อยู่เยอะสุด บางคนอาจได้มากกว่าหรือน้อยกว่านี้ และย้ำว่า "ไม่ได้ดูหมิ่นข้าราชการ มีแต่พูดเรื่องคุณค่าของอาชีพนี้"
ผลจากการเปิดประเด็นของนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐ ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากคนในแวดวงราชการ ซึ่งเลขาธิการ ก.พ. เห็นว่า "เป็นเรื่องดีที่ทําให้สังคมเอ๊ะ" และสํานักงาน ก.พ. เองก็ต้องเอ๊ะด้วยว่ามันสูงเกินไปหรือไม่ อย่างไรก็ตามเขาชี้ว่าการคำนวณขึ้นอยู่กับสมมติฐาน ทั้งสมมติฐานอายุขัยของชีวิต, เงินเดือนเฉลี่ยที่ตรงไหน, เกษียณด้วยเงินเดือนเฉลี่ยเท่าไร เพียงแค่ 2-3 สมมติฐานนี้ ตัวเลขก็เปลี่ยนแล้ว
"ถ้าเลือกหยิบมาจากแท่งวิชาการ สมมติโมเดลที่ 1 บอกว่าโดยเฉลี่ยข้าราชการจะเกษียณที่ระดับชํานาญการ กับโมเดลที่ 2 บอกว่าเกษียณที่ระดับชํานาญการพิเศษ เพียงเท่านี้ตัวเลขก็ต่างกันมากแล้ว เพราะฉะนั้นสมมติฐานของอาจารย์คืออะไร คงต้องลงไปดูกัน" นายปิยวัฒน์กล่าว
ข้อมูลจากจากสำนักงาน ก.พ. ระบุว่า ข้าราชการพลเรือนสามัญส่วนใหญ่ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการ 40.09% รองลงมาคือประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ 24.98% และประเภททั่วไป ระดับชำนาญงาน 13.64% ขณะที่ระดับที่มีผู้ดำรงตำแหน่งน้อยที่สุดคือ ประเภททั่วไป ระดับทักษะพิเศษ มีเพียง 0.001% ในขณะที่ประเภทบริหาร ระดับต้น และระดับสูง มีผู้ดำรงตำแหน่ง 0.14% และ 0.13% ตามลำดับ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
เรื่อง "เงิน" กับ "คน" ในภาคราชการยังถูกหยิบยกมาอภิปรายกลางสภาผู้แทนราษฎรในระหว่างพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระที่ 2 เมื่อ 7 ก.ย. โดยนายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 เสนอให้ตัดงบประมาณที่ใช้เลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ 13,000 ล้านบาททั้งก้อนที่อยู่ในงบกลาง โดยให้เหตุผลว่าขณะนี้ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ฝ่ายราชการควรใช้หลักร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน ใช้หลักสมานัตตตา (แปลได้ว่าการวางตนเสมอกัน)
"ตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2527 และปี 2540 ข้าราชการหรือคนที่เกี่ยวข้องกับราชการที่รับเงินเดือนกับงบประมาณไม่เคยได้รับผลกระทบ ไม่เคยถูกปรับลด ไม่เคยอะไรเลย ทีนี้ครั้งต่อไปที่มันจะเกิดหรืออาจจะเกิด ผมคิดว่าถ้าทางหน่วยราชการจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน ปีหน้าถ้าเป็นไปได้ ผมเสนอให้ freeze (แช่แข็ง/ระงับ) เงินเดือนและการขึ้นเงินเดือนข้าราชการสัก 1-2 ปี เพื่อให้เราเหลือพื้นที่ที่จะใช้เงินที่มีน้อยอยู่แล้วให้มันเกิดประโยชน์ที่สุด" นายวีระอภิปรายกลางสภาเมื่อ 7 ก.ย.
กมธ.งบประมาณผู้นี้เข้าไปดำรงตำแหน่งในสัดส่วนของ ครม. โดยเจ้าตัวระบุว่าที่พูดเรื่องนี้เพราะต้องการส่งสัญญาณให้เห็นความจำเป็น แม้ในความเป็นจริงเข้าใจว่างบก้อนนี้ไม่สามารถตัดได้ก็ตาม
ปรับการประเมินผลงานใหม่-นำร่อง 3 กรม หลังพบ "ดีเด่นเฟ้อ"
นักวิชาการหลายคนระบุตรงกันว่า การปฏิรูประบบราชการไม่ควรพูดถึงแค่รายจ่ายที่จะต้องลดลง แต่ควรพูดถึงการทำงานที่มีคุณภาพของข้าราชการและสิ่งที่ประชาชนจะได้จากการให้บริการที่ดีขึ้น
การเพิ่มคุณภาพของข้าราชการจึงเป็นหนึ่งในโจทย์ที่สำนักงาน ก.พ. หยิบยกมาพิจารณาอย่างจริงจัง หลังวิเคราะห์การประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการแล้วพบว่าอยู่ในสถานการณ์ที่นายปิยวัฒน์ใช้คำว่า "ดีเด่นเฟ้อ"
"สถานการณ์ 'ดีเด่นเฟ้อ' คือมีข้าราชการราว 70% ได้รับการประเมินว่าอยู่ในระดับดีเด่น จากเกณฑ์ประเมิน 5 ระดับ บางกรมดีเด่นเกือบทั้งกรม ดังนั้นเราต้องการให้มาตรฐานในการประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นมืออาชีพจริง ๆ... ไม่อย่างนั้น สมมติมีเงิน 100 บาท ดีเด่นไป 70 คน หรือ 90 คน ทำแทบตายได้เลื่อนขั้นนิดเดียว มันเลยกลายเป็นสิทธิ ไม่ใช่ความสามารถ เราต้องการเพิ่มคุณค่าของคำว่า 'ดีเด่น' ให้มันศักดิ์สิทธิ์" นายปิยวัฒน์กล่าว
ในการประเมินผลงานของข้าราชการ จะพิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติราชการ และพฤติกรรมการปฏิบัติราชการหรือสมรรถนะ ซึ่งสำนักงาน ก.พ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินเอาไว้เป็นแนวทาง โดยแต่ละปีจะประเมินกัน 2 รอบคือ ช่วง 1 ต.ค.-31 มี.ค. ของปีถัดไป และช่วง 1 เม.ย.-30 ก.ย. เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาความดีความชอบ การเลื่อนตำแหน่ง และการเลื่อนขั้นเงินเดือน
สำหรับคะแนนการประเมินผลแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ ดีเด่น (มากกว่า 90-100 คะแนน) ดีมาก (มากกว่า 80-90 คะแนน) ดี (มากกว่า 70-80 คะแนน) พอใช้ (60-70 คะแนน) ต้องปรับปรุง (น้อยกว่า 60 คะแนน)
ทว่าเมื่อเกิดสถานการณ์ "ดีเด่นเฟ้อ" ขึ้น ที่ประชุมบอร์ด ก.พ. เมื่อเดือน ก.ย. จึงมีมติเห็นชอบให้ทดลองปรับการประเมินผลการปฏิบัติราชการใน 3 กรมนำร่อง โดยใช้ระบบ Forced distribution/Managed ranking คือการจัดลำดับข้าราชการและจัดสัดส่วนคะแนนที่ชัดเจน โดยกำหนดให้ผลการประเมินระดับดีเด่นไม่เกิน 15% ของคนในกรมนั้น และดีมากไม่เกิน 35% ของคนในกรมนั้น เพื่อจะได้รู้ว่าใครเก่ง ใครควรพัฒนา
"มันไม่ได้แปลว่าตัดสินเพื่อให้เอามาประจานใคร แต่ต้องรู้ว่าใครสมควรจะได้รับการส่งเสริม ใครสมควรจะได้รับการพัฒนา ไม่อย่างนั้นเวลาเราคัดเลือกแต่งตั้งคนให้ไปอยู่ในระดับที่สูงขึ้น มันก็จะเกิดคําที่ว่าไม่รู้จะเลือกใครดี เพราะว่าเก่งกันหมด ไม่รู้จะพัฒนาใครดี เพราะว่าเก่งกันหมด" เลขาธิการ ก.พ. กล่าว
สำหรับ 3 หน่วยงานนำร่องคือ 3 หน่วยงานกลาง ได้แก่ สำนักงาน ก.พ., สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.), และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ซึ่งนายปิยวัฒนบอกว่าหากปรับวิธีการและเกิดความชัดเจนแล้ว ก็จะขยายผลไปใช้กับทุกส่วนราชการต่อไป
ประเทศไทยตั้งเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือโออีซีดี (Organisation for Economic Co-operation and Development – OECD) ให้ได้ในปี 2571 ซึ่งเลขาธิการ ก.พ. ระบุว่า มีรายงานของ OECD วิเคราะห์ประเทศในกลุ่มเขา ปรากฏว่าเจอปัญหา "ดีเด่นเฟ้อ" เช่นกัน "เราจึงจำเป็นต้องปรับตรงนี้ เพราะเราคงไม่อยากให้วันหนึ่งข้างหน้า เราต้องไปอยู่ในรายงานแบบนั้น"
ข้าราชการยุคใหม่ต้อง "เอ๊ะเก่ง"
"หากถามว่าราชการยุคต่อไป หน้าตาจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าข้าราชการเราจะหน้าตาเป็นอย่างไร สำหรับผมคิดว่าข้าราชการไทยต้อง 'เอ๊ะเก่ง' เพราะเราอยู่ในโลกที่ผันผวน สลับซับซ้อน และมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ส่วนราชการจึงต้องพร้อมรับมือกับอนาคตซึ่งมีหลายปัญหา" นายปิยวัฒน์กล่าว
คำว่า "เอ๊ะ" ของเลขาธิการ ก.พ. ไม่ใช่แค่ "เอ๊ะ" เดียว แต่มีถึง 3 เอ๊ะ
- เอ๊ะในเชิงยุทธศาสตร์: ต้องตระหนักตลอดเวลาว่าสิ่งที่เคยทำได้ดี มันยังเป็นสิ่งนั้นอยู่หรือไม่ เมื่อการค้าเปลี่ยน กำแพงภาษีเปลี่ยน สิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศเปลี่ยน ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยน งานที่ทำต้องปรับอย่างไร "ไม่อย่างนั้นเราจะภูมิใจกับสิ่งเดิม ๆ เปรียบเหมือนคนขับรถที่มองแต่กระจกหลัง ไม่ได้มองกระจกหน้า"
- เอ๊ะตัวเอง: ถ้างานเปลี่ยน เราทำได้หรือไม่ เตรียมพร้อมอย่างไร
- เอ๊ะคนอื่น: เข้าใจเพื่อนร่วมงาน เพราะราชการยุคใหม่ต้องทำงานเป็นทีม และเข้าใจประชาชนในฐานะลูกค้า

ที่มาของภาพ, OCSC
ย้อนไปในช่วงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 เมื่อปี 2562 ผู้คนทั่วโลกต้องปรับรูปแบบการใช้ชีวิต จนเกิดคำศัพท์ใหม่ new normal หรือ "ความปกติใหม่" ซึ่งในสายตาของนายปิยวัฒน์มองเห็นหลาย new อยู่ในนั้นและยังต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ส่งผลให้ระบบราชการต้องปรับตัวขนานใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น new challenge ความท้าทายใหม่จากปัญหาใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา, new stakeholder ผู้มีส่วนได้เสียหน้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ เขาบอกว่าประเทศไทยมีภาคประชาชนที่แข็งแรงขึ้น มีหน่วยงานคอยตรวจสอบมากมาย และยังมีต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง, new technology เทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้ราชการต้องปรับตัว, และ new generation ทั้งคนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกค้าของราชการ และคนรุ่นใหม่ที่เข้ามารับราชการ
นอกจากการเปลี่ยนแปลงในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ นายปิยวัฒน์ชี้ว่าสิ่งที่ทำทั้งหมดจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อเกิดความเชื่อถือศรัทธาต่อระบบราชการ
เขาอุปมาการออกแบบระบบราชการเป็นเหมือนกับสวนสาธารณะใจกลางกรุงอย่างสวนลุมพินี ซึ่งมีผู้คนแยกกันเดินทาง-ไปใช้บริการด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่าง บ้างก็ไปรำไทเก็ก, เต้นแอโรบิค, ชมการแสดงดนตรีวงรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า ทว่าจุดประสงค์ร่วมที่เหมือนกันคือต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ดังนั้นคนที่เข้ามารับราชการอาจมาด้วยหลากหลายเหตุผล บางคนอยากเป็นนิติกร, เป็นนักวิทยาศาสตร์, บางคนอยากรับราชการทํางานอะไรก็ได้, บางคนเข้ามาเพื่อทําให้คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจ
"สํานักงาน ก.พ. จะทําให้สังคมมั่นใจไม่ว่าใครก็ตาม มาด้วยวัตถุประสงค์อะไรก็ตามที่มารับราชการ เขาเป็นคนเก่ง คนดี และทําสิ่งที่เกิดประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศ แล้วคนที่อยู่ในสวนของสํานักงาน ก.พ. มีความสุข" นายปิยวัฒน์กล่าว
ความท้าทายในการ "รีดไขมัน"
แต่ถึงกระนั้นการปฏิรูประบบที่มีผู้คนหลักล้านเข้าไปเกี่ยวข้องย่อมก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมมหาศาล โดยมีความเคลื่อนไหวของชาวบรรณารักษ์เป็นภาพสะท้อนแรก
มีการคาดการณ์กันว่าหากเริ่มดำเนินการขั้นต่อไปด้วยการยุบเลิกราชการส่วนกลางในส่วนภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 10,010 หน่วยงาน มีบุคลากรส่วนราชการปฏิบัติงานในภูมิภาคถึง 4.3 แสนคน น่าจะเกิดแรงต้านมหาศาล
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เลขาธิการ ก.พ. ตอบในเชิงหลักการว่าเมื่อต้องมีการรีดไขมัน ก็ต้องดูว่ามีกี่วิธีในการโยกย้าย-ถ่ายโอน-เข้ามาตรการบำนาญเหตุทดแทน ซึ่งสำนักงาน ก.พ. ต้องออกแบบร่วมกับกรมบัญชีกลาง
"มันก็เป็นความยาก แต่ต้องมองเป็น positive tension (ความตึงเครียดเชิงบวก) เพื่อประเทศ แล้วมันต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่แบบบางประเทศที่แบบเอาออก 2 แสนคนเลย เราไม่ทําแบบนั้น เราต้องมีความเป็นมนุษย์อยู่ในนั้นด้วย" นายปิยวัฒน์กล่าว
ในทัศนะของเลขาธิการ ก.พ. ความท้าทายในการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ทำให้เป้าหมายการปฏิรูปราชการบรรลุผลสำเร็จจึงอยู่ที่การสื่อสาร
































