จบไวกว่าเดิม 49 วัน ศาลฎีกาตัดวันไต่สวน "คดี 44 สส." ออก 4 นัด ทนายพรรคส้มเล็งส่งวิโรจน์ขึ้นเบิกความปากแรกเดือน พ.ย.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 6 นาที
ศาลฎีกาแจ้งยกเลิกวันนัดไต่สวนพยานบุคคลที่ฝ่ายอดีต สส. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ขอนำสืบ 4 นัดในเดือน เม.ย.-พ.ค. 2570 ซึ่งจะทำให้กระบวนพิจารณาเสร็จสิ้นเร็วขึ้น ในระหว่างเปิดไต่สวน "คดี 44 สส." นัดที่ 2
พยานบุคคลที่ขึ้นเบิกความในวันนี้ (22 ก.ย.) มีจำนวน 3 ปาก ทั้งหมดเป็นข้าราชการและข้าราชการบำนาญสังกัดสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สผ.) ซึ่งมาให้การในฐานะพยานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะผู้ร้อง ประกอบด้วย
- ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขณะเกิดเหตุ ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสภาฯ กำกับดูแลสำนักการประชุม
- นางสินี ส้มมี อดีตผู้อำนวยการสำนักการประชุม สผ.
- นายสุวัฒน์ คีรีวิเชียร นิติกร ชำนาญการพิเศษ สผ.
คดีนี้ ป.ป.ช. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้พิจารณาวินิจฉัยว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กับพวกรวม 44 คน กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ มาตรา 112) เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2564
นอกจากผู้ว่าความของ ป.ป.ช. และทนายความผู้รับมอบอำนาจจากอดีต 44 สส. พรรค ก.ก. ในฐานะผู้คัดค้าน ยังมีอดีต สส. ซึ่งเป็นผู้คัดค้านในคดีนี้ เข้าร่วมรับฟังการไต่สวนในห้องพิจารณาคดีเช่นเคย
ไต่สวนนัดสุดท้าย 30 มี.ค. 2570

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ภายหลังเสร็จสิ้นการไต่สวน ศาลได้อ่านรายงานกระบวนพิจารณา โดยให้นัดไต่สวนครั้งต่อไป 20 ต.ค. ซึ่งยังคงเป็นพยานของฝ่ายผู้ร้อง โดยคาดว่าจะเป็นอดีต สส.ก้าวไกลที่ไม่ได้ร่วมลงลายมือชื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 และเคยไปให้การชี้แจงข้อเท็จจริงในชั้น ป.ป.ช. มาแล้ว
ศาลยังได้แจ้งปรับปรุงวันนัด โดยยกเลิกการไต่สวน 4 นัดสุดท้ายคือ วันที่ 20 เม.ย., 27 เม.ย., 11 พ.ค. และ 18 พ.ค. 2570 เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าพยานบุคคลของฝ่ายผู้คัดค้านหลายคนเป็นนักวิชาการน่าจะนำสืบในประเด็นเดียวกัน ไม่มีข้อเท็จจริงให้ซักถามมากนัก อย่างไรก็ตามศาลยังคงไว้ซึ่งจำนวนพยานในบัญชีตามที่ฝ่ายผู้คัดค้านยื่นมาตั้งแต่ต้น และขอให้ผู้คัดค้านจัดทำตารางลำดับการไต่สวนพยานแล้วเสนอต่อศาลภายใน 15 วัน
บีบีซีไทยรายงานเพิ่มเติมว่า เดิมศาลฎีกาวางกรอบการไต่สวน "คดี 44 สส." เอาไว้ราว 10 เดือน เริ่มต้นนัดแรก 25 ส.ค. 2569 และจะไปสิ้นสุด 18 พ.ค. 2570 โดยกำหนดให้สืบพยานบุคคลรวม 69 ปาก ใน 21 นัด แบ่งเป็น พยานฝ่ายผู้ร้อง 9 ปาก รวม 4 นัด และพยานฝ่ายผู้คัดค้าน 60 ปาก รวม 17 นัด เมื่อศาลให้ตัด 4 นัดสุดท้ายออกไป จึงเหลือการไต่สวนพยานฝ่ายผู้คัดค้าน 13 นัด นั่นหมายความว่าพยานปากสุดท้ายจะขึ้นเบิกความในวันที่ 30 มี.ค. 2570 หรือจบไวกว่าเดิมถึง 49 วัน ทั้งนี้มีข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างศาลกับคู่ความว่าให้นำพยานบุคคลขึ้นไต่สวนให้ได้ 4-5 ปากต่อนัดเพื่อกระชับเวลา
นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากฝ่ายผู้คัดค้าน เปิดเผยว่า ต้องปรับปรุงตารางบัญชีพยานใหม่ แต่ในการไต่สวนพยานฝ่ายผู้คัดค้านนัดแรกในเดือน พ.ย. จะมีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ขึ้นเบิกความเป็นปากแรก และยืนยันว่านักการเมืองคนสำคัญของพรรคทั้งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรค ก.ก. และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) จะมาเบิกความด้วยตนเอง แต่ต้องหารือเพื่อยืนยันตารางเวลาที่ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งหลังศาลตัดวันนัดไต่สวนออกไป 4 นัด
สำหรับนายวิโรจน์ เป็นผู้คัดค้านที่ 21 เขาได้รับการขนานนามว่า "นักการเมืองฝีปากกล้า" โดยเป็นอดีต สส. พรรคส้มมา 3 ยุค ตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่-ก้าวไกล-ประชาชน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ประเด็นสำคัญในการไต่สวนพยานนัดที่ 2
ในการไต่สวนนัดที่ 2 ศาลฎีกาใช้เวลา 2 ชม. ครึ่ง โดยองค์คณะได้ให้พยานทั้ง 3 ปากยืนยันข้อเท็จจริงและความถูกต้องของบันทึกคำให้การที่ยื่นต่อศาล และใช้เวลาซักถามเพียงไม่กี่คำถามเท่านั้น ก่อนเปิดโอกาสให้คู่ความ โดยเฉพาะฝ่ายผู้คัดค้านได้ซักถามคำถามมากมาย
หัวใจสำคัญของการเบิกความของข้าราชการสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สผ.) อยู่ที่ "การทักท้วง" เกี่ยวกับเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นผู้ริเริ่มลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎหมาย โดยมีผู้ร่วมลงชื่อในญัตติที่เสนออีก 43 คน ทั้งนี้ฝ่ายผู้คัดค้านมุ่งซักถามเรื่อง "การรับรู้" ถึงข้อทักท้วงดังกล่าวที่ สผ. ทำหนังสือแจ้งต่อหัวหน้าพรรค ก.ก. แต่เพียงผู้เดียว
สำหรับข้าราชการทั้ง 3 คนนี้มีส่วนสำคัญในกระบวนการเสนอความเห็นเมื่อมีสมาชิกเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาสภา โดยตั้งต้นจากนิติกรที่ต้องตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมาย หากพบความบกพร่องก็สามารถประสานงานนอกรอบกับเจ้าของร่างได้ เพื่อขอให้ปรับแก้ร่าง และรายงานให้ผู้บังคับบัญชารับทราบตามลำดับชั้น เริ่มจาก ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานพระราชบัญญัติและญัตติ >> ผู้อำนวยการสำนักการประชุม >> รองเลขาธิการสภาที่กำกับดูแลสำนักการประชุม >> รองประธานสภาที่ได้รับมอบหมายจากประธานสภาให้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการพิจารณากลั่นกรองร่าง พ.ร.บ. และการจัดระเบียบวาระการประชุมสภาเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
บีบีซีไทยขอสรุปประเด็นสำคัญจากการไต่สวนพยานฝ่าย ป.ป.ช. ทั้ง 3 ปากนี้เอาไว้ ดังนี้
- ขั้นตอนการเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
- การตรวจสอบความถูกต้องของ "รูปแบบ" และ "เนื้อหา" ของร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอให้สภาพิจารณา ซึ่งต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 133 และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรปี 2562 ข้อ 110 และข้อ 112 อีกทั้งในเวลานั้น ก็ยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีล้มล้างการปกครอง
- อำนาจหน้าที่ การใช้ดุลยพินิจ และการเสนอความเห็นของฝ่ายประจำ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจของประธานสภาในการสั่งบรรจุร่างแก้ไขมาตรา 112 เข้าระเบียบวาระการประชุม โดยมีการอ้างถึงข้อกฎหมาย และ "ประเพณีปฏิบัติ" ภายในสำนักงานเลขาธิการสภา
- กระบวนการแจ้งข้อทักท้วงจากสำนักงานเลขาธิการสภาถึงนายพิธาและคณะผู้เสนอร่าง หลังพบ "ข้อบกพร่อง" ในร่างแก้ไขมาตรา 112, สส. แต่ละคนมีส่วนรับรู้หรือไม่อย่างไรกับหนังสือทักท้วงดังกล่าว และเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการขอถอนร่างกลับไปปรับปรุงแก้ไข แล้วเสนอร่างใหม่กลับเข้าสภาอีกครั้ง
- สถานะทางกฎหมายของร่างแก้ไขมาตรา 112 หลังมีข้อทักท้วงจาก สผ., มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ "คดีชุมนุมทะลุเพดาน" เมื่อ 10 ส.ค. 2563 เป็นการล้มล้างการปกครอง เมื่อ 10 พ.ย. 2564, มีการยุบสภาเมื่อ 20 มี.ค. 2566 และรัฐบาลชุดใหม่ภายหลังเลือกตั้ง ก็ไม่ได้ยืนยันร่าง พ.ร.บ. แก้ไขมาตรา 112 ที่ค้างสภา ทำให้ร่างกฎหมายตกไป

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX































