ทรัมป์ประกาศ เขากำลังจะแบน CNN และสื่ออีกสองรายไม่ให้ทำข่าวที่ทำเนียบขาว

คำบรรยายวิดีโอ, ทรัมป์บอกว่าเขาสั่งแบนบางสำนักข่าวที่ทำเนียบขาว "เพราะพวกเขาสร้างแต่ข่าวปลอม"
    • Author, เบิร์นด์ เดบุสแมนน์ จูเนียร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว
    • Author, แม็กซ์ มัตซา
  • Published
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ประกาศว่าเขากำลังสั่งแบนซีเอ็นเอ็น (CNN), เอ็มเอส นาว (MS NOW) และโพลิติโก (Politico) จากทำเนียบขาว "โดยมีผลทันที"

นี่เป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดในความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่างเขากับองค์กรสื่อ โดยเขาระบุผ่านโพสต์บนทรูธโซเชียล (Truth Social) เมื่อวันศุกร์ (18 มิ.ย.) ว่าสำนักข่าวเหล่านี้ "เขียนหรือรายงานเรื่องแต่งหรือเรื่องเท็จ" เกี่ยวกับฝ่ายบริหารของเขา "อยู่ตลอดเวลา" โดยที่ทรัมป์ไม่ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ใด ๆ ขึ้นมา

ทรัมป์กล่าวถึงมาตรการนี้ในเวลาต่อมาว่าเป็น "การสั่งห้ามที่เรียบง่ายมาก" แต่ไม่ได้อธิบายว่ามันจะเป็นอย่างไรในทางปฏิบัติ โดยยังไม่ชัดเจนว่าพนักงานของสื่อต่าง ๆ เหล่านี้จะถูกกันไม่ให้เข้ามาในพื้นที่ของทำเนียบขาวเลยหรือไม่

ซีเอ็นเอ็นออกมาตำหนิมาตรการดังกล่าวในทันที โดยบอกว่าเป็นการ "ล่วงละเมิด" เสรีภาพสื่ออเมริกา "อย่างผิดกฎหมาย" โดยการเคลื่อนไหวของทรัมป์ครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะถูกฟ้องร้องทางกฎหมาย

Trump seated at desk, flanked by officials and facing the press

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทรัมป์ตอบคำถามสื่อในห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ไม่นานหลังคำประกาศนี้

นักข่าวจากทั้งโพลิติโกและซีเอ็นเอ็นยังคงอยู่ในพื้นที่ทำเนียบขาวเมื่อช่วงเวลาไม่นานหลังจากที่ทรัมป์ประกาศคำสั่งแบน

ทีมข่าวของซีเอ็นเอ็นยังติดตามเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ไปร่วมงานในรัฐไอโอวาด้วย

ซีเอ็นเอ็นระบุในแถลงการณ์ว่า การสั่งห้ามที่อาจเกิดขึ้นถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และบอกว่าพวกเขา "ยืนหยัดอยู่ข้างทีมข่าวทำเนียบขาวอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการรายงานข่าวที่เป็นธรรมและถูกต้องด้วย"

"เรามีสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ที่จะทำหน้าที่รายงานข่าวดังกล่าวโดยปราศจากการขัดขวางหรือแทรกแซงจากรัฐบาล" แถลงการณ์ของซีเอ็นเอ็นระบุ "หากคำสั่งแบนตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ไว้เกิดขึ้นจริง นั่นจะเป็นการล่วงละเมิดอย่างผิดกฎหมาย ต่อสิทธิพื้นฐานที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ"

ด้านโพลิติโกก็ออกแถลงการณ์ระบุว่า พวกเขา "จะยังคงรายงานข่าวฝ่ายบริหารในทำเนียบขาว ทั้งในชุดนี้และชุดต่อ ๆ ไป อย่างเป็นธรรม"

"เราจะปกป้องสิทธิที่มีตามการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ครั้งที่หนึ่งอย่างแข็งขัน จากความพยายามใด ๆ ก็ตามที่จะจำกัดสิทธิดังกล่าว"

ขณะที่เอ็มเอส นาว ซึ่งแต่เดิมคือ เอ็มเอสเอ็นบีซี (MSNBC) ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อเรื่องนี้

ทรัมป์ระบุในโพสต์ของเขาว่า "สำนักข่าวต่าง ๆ ไม่ควรจะเขียนหรือรายงานเรื่องแต่งหรือเรื่องเท็จอยู่ตลอด เมื่อพวกเขาทำข่าวเกี่ยวกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ฝ่ายบริหารของทรัมป์ หรือสหรัฐอเมริกา" โดย "จะมีสำนักข่าวอื่น ๆ ตามมาอีก"

โพสต์ของทรัมป์ไม่ได้ระบุถึงเรื่องราวหรือรายงานเฉพาะใด ๆ ที่นำมาสู่การตัดสินใจนี้

แจ็กกี้ ไฮน์ริช ประธานสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว กล่าวว่าสมาคมจะยืนหยัด "ปกป้อง" เพื่อนร่วมวิชาชีพที่ "กำลังถูกเลือกปฏิบัติเพียงเพราะปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง"

"นี่คือเรื่องที่ใหญ่ว่าสิทธิของผู้สื่อข่าว" ไฮน์ริช ซึ่งทำงานให้กับฟ็อกซ์นิวส์ กล่าว "มันคือสิทธิของชาวอเมริกันที่จะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรม นโยบาย และการตัดสินใจของผู้ที่ดำรงตำแหน่งสูงสุดของประเทศ อย่างครบถ้วนและเป็นอิสระ"

เมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้ที่ห้องทำงานรูปไข่ในภายหลัง ทรัมป์บอกว่าไม่ได้ "มีเหตุผลใดเป็นพิเศษ" ที่ทำให้เขาเลือกประกาศเรื่องนี้ในช่วงบ่ายวันศุกร์

"มันแค่เป็นเรื่องที่สะสมมาตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้" เขากล่าว "คุณเริ่มเอือมระอากับมันแล้ว"

ทรัมป์เสริมด้วยว่า "บางทีอาจจะมีสำนักข่าวอื่น ๆ ตามพวกเขาไปด้วย" แต่ไม่ได้ระบุรายชื่อสำนักข่าวใด ๆ เพิ่มเติมอย่างชัดเจน

เขายังยอมรับว่าอาจมีความท้าทายการกฎหมายตามมาหลังการประกาศนี้ โดยบอกว่า "ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะพูดเรื่องนี้ออกมา ไม่ว่ามันจะอยู่รอดหรือไม่ก็ตาม"

A CNN booth seen in the White House

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ป้ายซีเอ็นเอ็นถูกติดอยู่บริเวณพื้นที่ทำงานร่วมกันภายในห้องทำงานสื่อทำเนียบขาว

นับตั้งแต่หวนคืนตำแหน่งในเดือน ม.ค. 2025 ทรัมป์และฝ่ายบริหารของเขากระทบกระทั่งกับผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาวอยู่หลายครั้ง โดยในสมัยที่สองของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทรัมป์ยังพาบล็อกเกอร์ อินฟลูเอ็นเซอร์ และสื่ออื่น ๆ ที่เป็นสายอนุรักษนิยม เข้ามายังห้องแถลงข่าวด้วย โดยบอกว่าจำเป็นจำต้องเปิดมุมมองที่หลากหลายให้แก่ประชาชนชาวอเมริกัน

และเป็นเวลากว่าศตวรรษแล้วที่สมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวจะเป็นคนบริหารหมุนเวียนสื่อที่เข้าไปเป็นพูล (press pool - การที่ทีมข่าวหลายสำนักส่งตัวแทนเพียงบางสำนักเข้าไปทำข่าวในสถานที่ที่จำกัดจำนวนสื่อ แล้วนำมากระจายต่อให้กับสื่อทั้งหมด) ซึ่งจะสามารถเข้าถึงทรัมป์ได้ แต่ว่าในเดือน ก.พ. ทำเนียบขาวประกาศว่าพวกเขาจะเป็นคนควบคุมระบบพูลนี้เอง

ในเดือนเดียวกัน ฝ่ายบริหารยังได้กีดกันผู้สื่อข่าวและช่างภาพของเอพี (AP) ไม่ให้เข้าถึงพื้นที่ที่มีการจำกัดการเข้าถึง เช่น ห้องทำงานรูปไข่ หรือเครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดี หรือ แอร์ฟอร์ซวัน (Air Force One) เพราะสำนักข่าวใช้คำว่า "อ่าวเม็กซิโก" แทนที่จะใช้คำว่า "อ่าวอเมริกา" ในรายงาน

สำนักข่าวเอพียื่นฟ้องร้องในประเด็นนี้โดยทันที และคดีนี้ยังคงอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาตามกฎหมาย

ประธานาธิบดีทรัมป์ยังกระทบกระทั่งกับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน และในระหว่างงานต่าง ๆ ของทำเนียบขาวอยู่บ่อยครั้ง โดยมักจะกล่าวถึงคนที่เขากระทบกระทั่งด้วยว่า "ทำข่าวปลอม" และ "หยาบคาย"

ในสมัยแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทรัมป์ยังเคยแบน จิม อะคอสตา ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็น จากทำเนียบขาว แม้ว่าต่อมาเขาจะได้รับบัตรสื่อเข้าพื้นที่คืน ภายหลังซีเอ็นเอ็นยื่นฟ้องประเด็นนี้

ซีเอ็นเอ็นคือหนึ่งในห้าสำนักข่าวสหรัฐฯ ที่เป็น 'พูล' ถ่ายวิดีโอให้กับสื่ออื่น ๆ ทั้งหมด ขณะที่บีบีซีมีส่วนใน 'พูล' วิทยุของสื่อทำเนียบขาว

การประกาศดังกล่าวถูกวิจารณ์ในทันทีจากองค์กรชั้นนำต่าง ๆ ด้านเสรีภาพสื่อ

สถาบันไนต์ เฟิร์สต์ อะเมนด์เมนต์ (Knight First Amendment Institute) จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ระบุในแถลงการณ์เมื่อบ่ายวันศุกร์ (18 ก.ย.) ว่า "เมื่อศาลหลายศาลตัดสินแย้งกับฝ่ายเขาในประเด็นนี้ คุณคงคิดว่าตอนนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ก็คงจะได้บทเรียนแล้ว"

"หากประธานาธิบดีทรัมป์ตั้งใจจะขับไล่องค์กรสื่อเหล่านี้ออกจากพูลสื่อทำเนียบขาว การกระทำของเขาก็จะยิ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญไปอีกเท่าตัว เพราะพูลสื่อถือเป็น 'เวทีสาธารณะ' ภายใต้บทบัญญัติในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่หนึ่ง ซึ่งมีความหมายว่า ประธานาธิบดีไม่อาจกีดกันผู้สื่อข่าวออกจากเวทีดังกล่าว เพียงเพราะมุมมองของพวกเขาได้" จามีล แจฟเฟอร์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันฯ กล่าว

ด้านคณะกรรมการผู้สื่อข่าวเพื่อเสรีภาพสื่อมวลชน (Reporters Committee for Freedom of the Press) ซึ่งเป็นองค์กรหลักที่ให้บริการด้านกฎหมายแก่สื่อต่าง ๆ บอกว่าพวกเขาคาดหวังให้มีการยกเลิกการสั่งแบนของทรัมป์อย่างรวดเร็ว เพราะ "ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน"

"บทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่หนึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อทำเนียบขาวอนุญาตให้นักข่าวบางรายเข้ามาแล้ว ก็ไม่อาจสั่งห้ามนักข่าวรายอื่นเพียงเพราะไม่ชอบการรายงานข่าวของพวกเขาได้" บรูซ บราวน์ ประธานองค์กรดังกล่าวระบุ โดยเขาเรียกการสั่งห้ามที่อาจเกิดขึ้นว่าเป็น "ตัวอย่างชัดเจนของการเลือกปฏิบัติต่อมุมมองที่แตกต่าง"

Reporters in the Oval Office with boom mics up to Trump and other officials standing behind him at his desk

ที่มาของภาพ, Getty Images

ด้านมูลนิธิเสรีภาพสื่อมวลชน (Freedom of the Press Foundation) ระบุเช่นกันว่านี่คือเรื่องที่ผิดกฎหมาย พร้อมบอกว่าพวกเขา "นึกภาพแทบไม่ออกเลยว่าจะมีการตัดสินใจใดที่บื้อได้มากกว่านี้"

มูลนิธิระบุว่าทรัมป์ "ได้ตอบโต้สื่อมวลชนมาหลายปีแล้ว และมันก็ไม่ช่วยเขาเลย... การโจมตีที่รุนแรงเหล่านี้เพียงแต่แสดงให้เห็นว่าเขาหวาดกลัวสาธารณชนที่รู้ข้อมูลข่าวสารมากเพียงไร"

ทรัมป์ได้ดำเนินคดีกับสื่อหลายสำนักทั้งในสหรัฐฯ และต่างประเทศ อาทิ เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล (The Wall Street Journal) เดอะนิวยอร์กไทมส์ (The New York Times) และบีบีซี (BBC)

คดีบางส่วนจบลงที่องค์กรสื่อตกลงจ่ายเงินชดเชยหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนคดีที่ทรัมป์ฟ้องบีบีซียังอยู่ในระหว่างกระบวนการ