"ไม่มีใครถามเลยว่าฉันต้องการมันไหม" ผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือเปิดใจเรื่องเซ็กส์และความรักในเกาหลีเหนือ

ภาพวาดผู้หญิงเกาหลีเหนือคำนับอนุสาวรีย์อดีตสองผู้นำเกาหลีเหนือ

ที่มาของภาพ, BBC / Andro Saini

    • Author, ซังมี ฮัน
    • Role, ผู้สื่อข่าว บีบีซีแผนกภาษาเกาหลี
  • Published
  • เวลาอ่าน: 21 นาที

"ตอนอยู่ที่เกาหลีเหนือ ฉันไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เพราะความต้องการของตัวเองเลย ฉันทำก็ต่อเมื่อสามีเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอเท่านั้น"

สำหรับคุณเอ (นามสมมติ) หญิงชาวเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์มายังเกาหลีใต้ในวัย 60 กว่าปี การมีเพศสัมพันธ์ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งการแสดงออกถึงความรัก แต่มันคือหน้าที่ในการผลิตทายาทและเป็นกิจวัตรประจำวันที่หญิงที่แต่งงานแล้วจำต้องทนทำไปตามสภาพ เช่นเดียวกับกรณีของคุณบี และคุณซี (นามสมมติเช่นกัน) หญิงชาวเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์มาเช่นกันในวัย 20 กว่าปีและ 40 กว่าปีตามลำดับ ไม่มีใครเคยถามพวกเธอว่าต้องการสิ่งนี้หรือไม่ พวกเธอไม่เคยถูกถามคำถามเช่นนั้น และไม่เคยแม้แต่จะถามตัวเองด้วยซ้ำ

จากการศึกษาหลายชิ้นพบว่า ผู้หญิงในเกาหลีเหนือต้องดำรงชีวิตเพื่อประโยชน์ของรัฐและครอบครัวมาอย่างยาวนาน บทบาทของพวกเธอคือการเป็นลูกสาวที่เชื่อฟัง ภรรยาที่ทุ่มเท และแม่ผู้เสียสละ เรื่องความรัก การแต่งงาน และการมีบุตรนั้นเปรียบเสมือนวิถีชีวิตที่รัฐกำหนดมากกว่าจะเป็นทางเลือกส่วนบุคคล และในกระบวนการดังกล่าว แทบไม่มีพื้นที่ให้ตั้งคำถามว่า "ตัวฉันเองต้องการอะไรกันแน่"

ในตอนแรก ซังมี ฮัน ผู้สื่อข่าวบีบีซีแผนกภาษาเกาหลีตั้งใจจะสำรวจเรื่องเพศวิถีของผู้หญิงเกาหลีเหนือ แต่เมื่อได้ติดตามเรื่องราวของพวกเธอไปเรื่อย ๆ เธอกลับพบว่าเรื่องราวเกี่ยวกับเพศนั้นเชื่อมโยงไปสู่สิ่งอื่น ๆ ที่กว้างไกลกว่านั้น มันไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการออกเดต การแต่งงาน หรือการมีลูก แต่ยังครอบคลุมไปถึงทุกแง่มุมของชีวิต ตั้งแต่การเลือกเครื่องสำอางที่เหมาะกับสภาพผิวและการเลือกชุดชั้นในที่พอดีกับรูปร่าง ไปจนถึงการเลือกกาแฟที่อยากดื่ม

แม้เรื่องราวเหล่านี้จะดูแตกต่างกัน แต่ทั้งหมดต่างชี้ไปที่ประเด็นเดียวกัน นั่นคือ สิทธิในการเลือกวิถีชีวิตของตนเอง

บทความนี้เป็นบันทึกที่สำรวจผ่านมุมมองเรื่อง 'เพศ' ว่ารัฐและสังคมเกาหลีเหนือสามารถควบคุมร่างกาย ความปรารถนา และการกำหนดชะตาชีวิตของสตรีได้มากน้อยเพียงใด โดยมุ่งเน้นไปที่คำถามสำคัญเพียงข้อเดียวว่า 'ร่างกายนั้นเป็นของใครกันแน่'

ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "ความปรารถนาทางเพศ"

จุน จู-รัม อาจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งกรุงโซล (University of Seoul) ผู้ศึกษาเรื่องผู้แปรพักตร์จากเกาหลีเหนือ ระบุว่าคำว่า "ความปรารถนา" คือสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดที่เธอพบระหว่างการสัมภาษณ์หญิงชาวเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์มาจำนวนมาก

เธอเปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซี แผนกภาษาเกาหลีว่า "ในสังคมเกาหลีเหนือไม่มีแนวคิดเรื่อง 'ความต้องการทางเพศ' เลย" พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่า "ไม่ใช่แค่เรื่องความต้องการทางเพศเท่านั้น แต่แม้แต่แนวคิดเรื่อง 'ความปรารถนา' เองก็ยังเป็นสิ่งที่เลือนรางมาก" เธออธิบายว่า เนื่องจากความสัมพันธ์ทางเพศเป็นเรื่องที่ฝ่ายชายเป็นผู้กำหนด ผู้หญิงจึงไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าตนเองหรือร่างกายของตนนั้นต้องการสิ่งใดกันแน่

พัค ยอง-จา นักวิจัยอาวุโสประจำสถาบันเพื่อการรวมชาติเกาหลี (Korea Institute for National Unification) ยังได้ระบุไว้ในหนังสือของเธอที่มีชื่อว่า "North Korea's Sexual and Reproductive Health and Rights I: Women and Sexuality" (หรือ สิทธิและสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ในเกาหลีเหนือ I: ผู้หญิงและเรื่องเพศ) ว่า "แทบไม่มีการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาหรือข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาวะทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ในเกาหลีเหนือ ซึ่งส่งผลให้ผู้หญิงยากที่จะเป็นผู้กำหนดและจัดการร่างกายของตนเองได้"

ในระบบของเกาหลีเหนือที่เป็นอยู่จริง ประชาชนไม่สามารถเลือกโรงเรียนที่ตนต้องการ หรือเลือกงานและสถานที่ทำงานเองได้ พวกเขาเพียงแค่ปฏิบัติตามการตัดสินใจและคำสั่งของทางการเท่านั้น

ศาสตราจารย์จุน จู-รัม อธิบายว่า "ตั้งแต่ยังเด็ก พวกเขามักจะถูกเลือกตัวไปที่ 'หน่วยที่ 5' (Division 5) ด้วยคำพูดทำนองว่า 'เฮ้ เธอที่ตัวสูงและหน้าตาดีน่ะ ลุกขึ้นมาสิ' แม้ว่าโอกาสในการได้งานทำหรือการได้เข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยจะขึ้นอยู่กับภูมิหลังทางสังคม แต่เนื่องจากพวกเขาใช้ชีวิตในรูปแบบนี้มาโดยตลอด จึงไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องที่ 'น่าอึดอัดใจ' แต่อย่างใด"

ดังนั้น จึงมีรายงานระบุว่า "แม้จะมาตั้งรกรากในเกาหลีแล้ว พวกเขากลับรู้สึกเหนื่อยล้ากับทางเลือกที่มีอยู่มากมาย" โดยเสริมว่า "ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพวกเขาคุ้นชินกับบทบาทและวิถีชีวิตที่ถูกกำหนดโดยรัฐมาโดยตลอด"

โดยทั่วไปแล้ว หญิงชาวเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์มักตอบว่าพวกเธอ "ไม่เคยได้รับเพศศึกษาในเกาหลีเหนือเลย

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, โดยทั่วไปแล้ว หญิงชาวเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์มักตอบว่าพวกเธอ "ไม่เคยได้เรียนเพศศึกษาในเกาหลีเหนือเลย

ช่องว่างด้านข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องเพศในเกาหลีเหนือนี้ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นจากคำบอกเล่าของหญิงชาวเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์ พวกเธอต่างระบุตรงกันว่าไม่เคยได้รับความรู้เรื่องเพศศึกษาเลยในระหว่างที่อาศัยอยู่ในเกาหลีเหนือ โดยอธิบายว่าเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามไปเพราะถือเป็นประเด็นน่าอับอายและไม่ควรนำมาพูดถึง ผู้แปรพักตร์นามสมมติ "คุณเอ" ถึงกับโบกมือปฏิเสธอย่างไม่ใส่ใจเมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้

"ฉันไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ แม้แต่เรื่องช่วงเวลาตกไข่ก็ไม่รู้ ฉันไม่มีความรู้เรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ ตอนนั้นฉันคิดไปเองว่าแค่จับมือกันก็ท้องได้แล้ว"

"ฉันเคยคิดแบบนั้นจริง ๆ จนกระทั่งอายุยี่สิบปี นั่นเป็นเพราะไม่มีการสอนเรื่องเพศศึกษาเลยแม้แต่นิดเดียว"

ครั้งแรกที่เธอได้สัมผัสกับเรื่องราวเกี่ยวกับเพศคือที่ "ฮานาวอน" (Hanawon) ซึ่งเป็นศูนย์ช่วยเหลือและปรับตัวสำหรับผู้แปรพักตร์จากเกาหลีเหนือในเกาหลีใต้ ภายหลังจากที่เธอได้แปรพักตร์มาแล้ว ผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือรายนี้ได้รับความรู้ด้านเพศศึกษาเป็นครั้งแรกที่ศูนย์ดังกล่าว แต่เธอกล่าวว่า "ฉันรู้สึกเขินอายเล็กน้อยเพราะมีการพูดคุยเรื่องเหล่านี้ต่อหน้าคนกลุ่มใหญ่"

"ฉันตั้งใจแกล้งหลับ เนื่องจากรู้สึกว่าถ้าตั้งใจฟังดี ๆ คงจะมีคนพูดนินทาฉันแน่ ๆ" เธอเล่าให้ฟัง

พัค คยอง-ซุก ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ระบุไว้ในบทความวิจัยเรื่อง "A Preliminary Study on the Relationship between the State, Patriarchy, and Women in North Korean Society" (หรือ การศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ระบบชายเป็นใหญ่ และสตรีในสังคมเกาหลีเหนือ) ว่า "ในวาทกรรมอย่างเป็นทางการของเกาหลีเหนือ เรื่องเพศถือเป็นสิ่งที่น่าอับอายและต้องปกปิดซ่อนเร้น อีกทั้งยังเป็นเพียงการกระทำที่มีไว้เพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์บางประการ โดยจะได้รับอนุญาตให้กระทำได้ก็ต่อเมื่อสอดคล้องกับความจำเป็นของชาติในเรื่องการแต่งงานและการมีบุตรเท่านั้น"

อันที่จริง ความทรงจำเกี่ยวกับอดีตในเกาหลีเหนือของพวกเธอนั้นคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาดใจ

"ฉันจำต้องยอมทำตามเมื่อสามีกลับบ้านมาในสภาพเมามาย" "ไม่สำคัญเลยว่าฉันจะมีประจำเดือนอยู่หรือเปล่า ถ้าผู้ชายต้องการ ฉันก็แค่ต้องยอมทำตาม" "ไม่มีการเล้าโลมหรือความใส่ใจใด ๆ ทั้งสิ้น" "แม้แต่ตอนที่สามีไปมีชู้ ฉันก็ปล่อยผ่านไปโดยคิดว่า 'เรื่องแบบนี้มันก็เกิดขึ้นได้' ใคร ๆ ที่นั่นก็เป็นแบบนั้นกันทั้งนั้น เพราะการหย่าร้างแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย"

ขณะที่ผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือรายหนึ่งที่ใช้นามสมมติว่า คุณบี กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า "ฉันไม่เคยจินตนาการมาก่อนเลยว่าจะมีผู้หญิงเป็นฝ่ายเอ่ยปากว่า 'ฉันต้องการ' ก่อน"

โกดัง ไหล่เขา และผ้าห่อ

มีสถานที่แห่งหนึ่งที่พวกเขาทุกคนจดจำได้ตรงกัน นั่นคือโกดังแคบ ๆ ที่พบเห็นได้ในทุกหมู่บ้าน และพื้นที่อันเงียบสงบตรงเชิงเขา

ผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือ ที่ใช้นามสมมติว่า คุณเอ เล่าว่า "ในหมู่บ้านใกล้เคียงมีเกสต์เฮาส์หรือที่พักราคาประหยัดแห่งหนึ่งซึ่งไม่มีแม้แต่ป้ายบอกชื่อ หากใครแวะเวียนไปที่นั่น ข่าวลือเสียหายก็จะแพร่สะพัดออกไป" เธอเล่าเสริมว่า "ด้วยเหตุนี้ เราจึงมักใช้สถานที่อย่างเช่นตามภูเขา เพิงพักที่ทำจากดิน หรือโกดังเก็บของเป็นหลัก" นอกจากนี้ เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ผู้หญิงจึงจำเป็นต้องเตรียมสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ เช่น ผ้าห่อของ ติดตัวไปด้วยทุกครั้ง

เราทำกันโดยปูผ้าห่อของไว้บนพื้นดิน ไม่อย่างนั้นก็คงทำกันทั้งที่ยืนอยู่นั่นแหละ ผู้ชายไม่ทำอะไรกันหรอก ผู้หญิงต่างหากที่ต้องเตรียมทุกอย่าง

มีการกล่าวถึงความรู้สึกตกใจเมื่อได้พบเห็นโมเต็ลเป็นครั้งแรกหลังจากเดินทางมาถึงเกาหลีใต้อยู่หลายครั้งเช่นกัน

ในช่วงประมาณ 5 ปีแรก ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโมเต็ลในเกาหลีใต้เป็นอย่างไร แต่พอได้ไปสัมผัสจริง ๆ มันยอดเยี่ยมมาก ทั้งสะอาดและน่าทึ่ง จนฉันคิดขึ้นมาว่า "อ๋อ... สถานที่แบบนี้มีอยู่จริงสินะ"

พวกเขายังได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับช่วงเวลาและวิธีการมีเพศสัมพันธ์อีกด้วย

"(ในเกาหลีเหนือ) มันใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ แค่จูบกันไม่กี่ที ฝ่ายชายก็อารมณ์พุ่งพล่าน แล้วก็จบกันแค่นั้น มันไม่มีความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบหรอก เพราะระยะเวลามันสั้นเกินไป" "ผู้ชายไม่เคยคิดเลยด้วยซ้ำว่าผู้หญิงต้องการอะไร" "ท่าทางเหรอ ก็แค่ผู้ชายอยู่ข้างบน ผู้หญิงอยู่ข้างล่าง นั่นคือทั้งหมดที่พวกเขารู้" "พอลองนึกย้อนกลับไปตอนนี้ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการถึงจุดสุดยอดคืออะไร" "น่าเศร้าจริง ๆ ที่ฉันปล่อยให้ช่วงวัยสาวผ่านไปโดยไม่รู้อะไรเลย"

ในประเด็นนี้ ชอย ซอล นักวิจัยรับเชิญประจำสถาบันซิมยอนเพื่อการศึกษาเกาหลีเหนือ (Simyeon Institute for North Korean Studies) แห่งมหาวิทยาลัยการศึกษาเกาหลีเหนือ (University of North Korean Studies) ได้วิเคราะห์ว่า "ชีวิตด้านเพศของชาวเกาหลีเหนือซึ่งถูกบีบคั้นด้วยลำดับชั้นทางสังคมเช่นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความเคยชินเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นมาก"

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เธอตั้งข้อสังเกตว่า "พวกเธอมองว่าการยอมให้สามีมีเพศสัมพันธ์ด้วยได้ทุกเมื่อถือเป็นหน้าที่พลเมือง และไม่ได้มองว่าประเด็นเรื่อง 'ทำไมผู้หญิงถึงต้องเป็นฝ่ายอยู่ข้างล่างเสมอ' นั้นเป็นปัญหาแต่อย่างใดในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์"

อย่างไรก็ตาม เธออธิบายว่าการตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นได้ในทุกช่วงเวลา โดยกล่าวว่า "เมื่อความต้องการพื้นฐานเพื่อการอยู่รอดได้รับการตอบสนองแล้วเท่านั้น ผู้คนจึงจะเริ่มหันมาให้ความสนใจกับประเด็นทางสังคมในลำดับรองเช่นนี้"

 หญิงชาวเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์และได้รับการสัมภาษณ์กับบีบีซีกล่าวว่า "การคุมกำเนิดถือเป็นหน้าที่หลักของผู้หญิง"

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หญิงชาวเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์และได้รับการสัมภาษณ์กับบีบีซีกล่าวว่า "การคุมกำเนิดถือเป็นหน้าที่หลักของผู้หญิง"

ห่วงคุมกำเนิด ความเงียบ และการอยู่รอด

บรรดาผู้หญิงที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีกล่าวว่า ในเกาหลีเหนือ การคุมกำเนิดถือเป็นความรับผิดชอบของผู้หญิงโดยสิ้นเชิง โดยวิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือห่วงอนามัย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "ตะขอ"

พวกเขาใช้ห่วงทองแดงกัน แต่คนที่มีกำลังทรัพย์พอจะให้ทางโรงพยาบาลใส่ห่วงเงินให้ได้ โดยจะไปซื้อห่วงที่มาจากจีนตามตลาด แล้วนำไปให้โรงพยาบาลช่วยใส่ให้

มีการกล่าวกันว่าผลข้างเคียงเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยไม่ว่าจะใช้วัสดุชนิดใดก็ตาม

มีผู้คนที่มีเลือดไหลออกมา และอีกหลายคนต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการปวดหลังนานหลายเดือน พวกเขามีเลือดไหลออกมาอย่างมาก

มุมมองที่มีต่อวิธีการคุมกำเนิดสำหรับผู้ชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถุงยางอนามัยนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา นักวิจัย ชอย ซอล กล่าวว่า "มีการเริ่มใช้ถุงยางอนามัยในช่วงทศวรรษ 2010"

"ฉันไม่รู้หรอกว่าผู้ชายใช้วิธีคุมกำเนิดกันหรือเปล่า เพราะฝ่ายหญิงเป็นคนจัดการเรื่องนี้มาตลอด" ผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือนามสมมติว่า คุณเอ ซึ่งเป็นหญิงวัย 60 กว่าปี กล่าว

"ฉันเคยแอบเอาถุงยางอนามัยไปขายในตลาด แต่ราคามันแพงมาก ถุงยางชิ้นหนึ่งราคาเท่ากับค่าอาหารสำหรับสี่คนเลย แล้วผู้ชายจะยอมใช้หรือคะ พวกเขาไม่ใช้หรอกค่ะ" ผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือรายหนึ่งวัย 20 ปี ที่ใช้นามสมมติว่า คุณบี กล่าว

คำอธิบายของพวกเธอคือ แม้กระทั่งในช่วงทศวรรษ 2000 ถุงยางอนามัยยังถือเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน ต่อมาสินค้าชนิดนี้จึงแพร่กระจายอย่างลับ ๆ ตามท้องตลาด โดยไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้นำเข้ามาหรือผ่านช่องทางใด

นอกจากนี้ ความต้องการคุมกำเนิดยังหยั่งรากลึกมาจากความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อความอยู่รอด

"จะเลี้ยงดูลูกอย่างไรไหวหากยังคงมีลูกออกมาเรื่อย ๆ นั่นคือเหตุผลที่ผู้หญิงเริ่มกังวลและตัดสินใจยุติการมีลูกเพิ่ม เพราะต่อให้คลอดลูกออกมาแล้ว แต่ถ้าฝ่ายชายหนีไป ทุกอย่างก็จบเห่"

"ถึงอย่างนั้น พวกเธอก็ยังทำแท้งกันอยู่ดี ทำกันเอง ทำที่บ้าน ฉันเองก็เคยไปกับพวกเธอด้วย ไอ้ทหารเวรนั่น... ฉันบอกพวกเธอไปแล้วว่าจะฆ่ามันซะถ้ามันโผล่มา..."

นักวิจัยชอย ซอล กล่าวเสริมว่า เบื้องหลังพฤติกรรมการคุมกำเนิดของผู้คนเหล่านี้ คือประวัติศาสตร์ของ "นโยบายการควบคุมจำนวนประชากร" ที่รัฐเข้ามามีบทบาทแทรกแซงโดยตรง ในช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อจำนวนประชากรพุ่งสูงขึ้นจนเกิดความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานด้านอาหาร เกาหลีเหนือจึงปรับเปลี่ยนนโยบายจากการ "ส่งเสริมการมีบุตรมาก" มาเป็นการ "จำกัดอัตราการเกิด" ในเวลานั้น มีรายงานว่าที่โรงพยาบาลสูตินรีเวชแห่งกรุงเปียงยางมีการติดป้ายข้อความของคิม อิล-ซุง ที่ระบุว่า "ลูกหนึ่งคนกำลังดี ลูกสองคนถือว่ามากเกินไป ส่วนลูกสามคนนั้นน่าละอาย"

ในขณะเดียวกัน ดร.ควอน กึม-ซัง จากสถาบันวัฒนธรรมชายแดนยุคหลังการแบ่งแยกประเทศแห่งมหาวิทยาลัยชินฮัน (Post-Division Border Culture at Shinhan University) ชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์ด้านการคุมกำเนิดในเกาหลีเหนือได้ปรากฏให้เห็นในรูปแบบที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิมในช่วงเวลาอันเลวร้ายสุดขีดในอดีต

ในช่วงวิกฤตการณ์ขาดแคลนอาหารที่เริ่มขึ้นเมื่อกลางทศวรรษ 1990 เด็กหญิงตัวน้อยต้องตกอยู่ในสภาพไร้การคุ้มครองดูแล ในขณะที่เหล่าผู้หญิงต้องออกจากบ้านไปนานหลายวันเพื่อข้ามแม่น้ำไปลักลอบขนสินค้า ส่วนผู้ชายส่วนใหญ่นั้นต่างใช้เวลาอยู่แต่ในบ้านตลอดทั้งวัน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือที่กำลังล่มสลายในขณะนั้น

ในบรรดาคนที่ผู้สื่อข่าวบีบีซีแผนกภาษาเกาหลีได้สัมภาษณ์ มีหลายกรณีที่แม่สอนลูกสาววัยเยาว์ให้รู้จักวิธีคุมกำเนิด แต่เมื่อวิธีเหล่านั้นไม่ได้ผล ก็มีกรณีที่พวกเธอใช้วิธีสอดห่วงเข้าไปในตัวเด็ก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสยดสยองมาก

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นภาพความเป็นจริงอย่างชัดเจนว่า "องค์ความรู้ที่ถูกซ่อนเร้น" ซึ่งส่งต่อจากแม่สู่ลูกสาวเพื่อเป้าหมายในการ "เอาตัวรอด" นั้น จำเป็นต้องเข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่เกิดจากการขาดหายไปของ "การให้ความรู้เรื่องเพศสภาพ" อันเป็นสิ่งที่รัฐควรจัดหาให้ ทว่าแม้แต่บทสนทนาในลักษณะดังกล่าวกลับถูกมองว่าเป็นเรื่องต้องห้ามภายในครอบครัวทั่วไป

"แม่ก็ไม่รู้เรื่องนี้เหมือนกันค่ะ มันเป็นแค่เรื่องที่พวกเราทำกันในกลุ่มเพื่อน เราคุยเรื่องนี้กับพ่อแม่ไม่ได้หรอกเพราะมันน่าอาย"

คู่บ่าวสาวคู่หนึ่งในกรุงเปียงยางกำลังเดินทางกลับหลังจากเสร็จสิ้นพิธีแต่งงานที่จัดขึ้นบริเวณหน้าอนุสาวรีย์ของคิม อิล-ซุง อดีตผู้นำเกาหลีเหนือ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, คู่บ่าวสาวคู่หนึ่งในกรุงเปียงยางกำลังเดินทางกลับหลังจากเสร็จสิ้นพิธีแต่งงานที่จัดขึ้นบริเวณหน้าอนุสาวรีย์ของคิม อิล-ซุง อดีตผู้นำเกาหลีเหนือ

ความรุนแรงในครอบครัวและการหย่าร้าง

จากคำบอกเล่าของหญิงชาวเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์ เรื่องเพศสัมพันธ์มักเป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากความรุนแรง

"ฉันไม่สามารถพูดอะไรได้เลยแม้ในยามที่ถูกทำร้ายร่างกาย ในฐานะภรรยาและแม่ของลูก ฉันคิดเพียงแค่ว่าต้องปรนนิบัติสามีให้ดีที่สุด"

แม้แต่การที่สามีนอกใจก็ยังถือเป็นภาระที่ฝ่ายหญิงจำต้องอดทนแบกรับ ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากข้อจำกัดทางโครงสร้างสังคมที่ทำให้การหย่าร้างเป็นเรื่องยากลำบาก

"สมัยก่อน การหย่าร้างเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ในเมืองใหญ่ถ้ามีคนหย่ากันสักสิบคน ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่พบเห็นได้น้อยเต็มที"

และถึงแม้จะมีการหย่าร้างเกิดขึ้น ความผิดทั้งหมดก็มักจะตกไปอยู่ที่ฝ่ายหญิง

"เพราะตอนที่ฉันหย่า ทุกคนรอบข้างต่างก็พากันชี้หน้าตัดสินว่านั่นเป็น 'ความผิดของผู้หญิง' พวกเขามักจะพูดกันทำนองว่า 'ผู้หญิงคนนี้ต้องมีปัญหาอะไรสักอย่างแน่ ๆ' หรือไม่ก็ 'เธอคงต้องสุดทนจริง ๆ ถึงได้ตัดสินใจหย่า'"

ดร.ควอน กึม-ซัง ตีความเรื่องนี้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการควบคุมทางจิตใจที่ระบบชายเป็นใหญ่ใช้กับผู้หญิง ซึ่งก็คือ 'แก๊สไลท์ติ้ง' (gaslighting) หรือพฤติกรรมของคนคนหนึ่งที่พยายามเบี่ยงเบน ความคิดหรือความรู้สึกของอีกฝ่าย เพื่อทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่มั่นใจ

อย่างไรก็ตาม มีการระบุว่าผู้หญิงเกาหลีเหนือส่วนใหญ่มีแนวโน้มอย่างมากที่จะเลือกอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของผู้ชายเหล่านั้น พวกเธอเชื่อว่าการมีสามีแม้จะเป็นคนใช้ความรุนแรงก็ยัง "ดีกว่าการไม่มีใครเลย"

ดร.ควอนอธิบายว่าที่มาของทัศนคตินี้มาจาก "ประวัติศาสตร์ในสังคมที่ประชากรชายลดจำนวนลงอย่างฮวบฮาบจากสงครามเกาหลีและภาวะอดอยากในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งทำให้การที่ผู้หญิงต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อการอยู่รอดของตนเอง"

"ฉันมองว่านี่เป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดมากกว่าจะเป็นเรื่องของความต้องการ หากความต้องการ[ทางเพศ]เป็นประเด็นหลักจริง ๆ พวกเธอก็คงพยายามคบหากับผู้ชายหลายคนไปแล้ว แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำเช่นนั้น พวกเธอเพียงแค่ต้องการใครสักคนมาอยู่เคียงข้างเท่านั้น"

ในขณะเดียวกัน นักวิจัยชอย ซอลระบุว่า ทางการเกาหลีเหนือได้ยกระดับมาตรการปราบปรามการหย่าร้างให้เข้มงวดขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นไป ผู้ที่ 1) อยู่กินฉันสามีภรรยาโดยพฤตินัย 2) อาศัยอยู่ด้วยกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส หรือ 3) เป็นฝ่ายยื่นเรื่องขอหย่าก่อน จะถูกส่งตัวไปยังค่ายใช้แรงงานเป็นเวลา 3 เดือน

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อปัญหาการหย่าร้างยังคงไม่หมดไป จึงมีรายงานว่านับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 เป็นต้นไป คู่สามีภรรยาจะถูกส่งตัวไปยังค่ายแรงงานเพื่อรับโทษเป็นเวลา 3 เดือนทันทีที่ลงนามในเอกสารหย่าร้าง นักวิจัยชอย ซอลชี้ว่า "ท้ายที่สุดแล้ว นี่คือการส่งสัญญาณว่าทางการมีความตั้งใจที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการหย่าร้าง" พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่า "สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐมองว่าการหย่าร้างเป็นรอยร้าวใน 'ครอบครัวขยายแบบสังคมนิยม' และรัฐยังคงพยายามที่จะควบคุมเรื่องดังกล่าวอยู่"

중간선
  • สังคมเกาหลีเหนือคาดหวังให้ผู้หญิงเทิดทูนผู้นำและหัวหน้าครอบครัวเสมือนดั่งเทพเจ้า พร้อมทั้งเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของพวกเขาไปตลอดชีวิต
  • ในสังคมที่ยึดติดกับระบบชายเป็นใหญ่อย่างฝังรากลึก ภาพเหตุการณ์ที่สามีทำร้ายร่างกายภรรยา หรือผู้ชายทำร้ายผู้หญิงนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะในครอบครัวของฉันเท่านั้น
  • "เมื่อผู้หญิงแต่งงานแล้ว ก็ควรรู้จักให้ความสำคัญกับสามีเป็นอันดับแรก หากแม่ทำแบบนั้น พ่อคงได้เป็นสมาชิกพรรคและก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารไปแล้ว ที่พ่อต้องมีชีวิตอยู่อย่างทุกวันนี้ก็เพราะแต่งงานกับภรรยาผิดคน" ตัวฉันเองก็มักจะสาดถ้อยคำรุนแรงใส่แม่ทุกครั้งที่มีโอกาส ซึ่งนั่นเป็นมุมมองที่มีต่อผู้หญิงอันเป็นผลมาจากการถูกล้างสมองผ่านระบบการศึกษา

จากเรื่อง 'The Woman Did Not Die' (ผู้หญิงคนนั้นยังไม่ตาย) โดยนักเขียน ซอล ซง-อา (นักเขียนมาจากเมืองซุนชอน จ.พยองอันใต้ ของเกาหลีเหนือ)

중간선

เมื่อเรื่องเพศ กลายเป็นเรื่องของเทคนิคการปกครอง

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวทั้งหมดนี้ไม่อาจหาคำอธิบายได้เพียงแค่จากปัจจัยทางจิตวิทยาส่วนบุคคลหรือพลวัตภายในครอบครัวเท่านั้น เพราะภายใต้การตัดสินใจที่จะทนรับความรุนแรง การล้มเลิกความคิดเรื่องการหย่าร้าง และการยอมจำนนร่างกายให้แก่สามีนั้น ยังมีคำถามที่ใหญ่กว่าและเก่าแก่กว่าซ่อนอยู่ นั่นคือ เหตุใดรัฐจึงเข้ามาแทรกแซงร่างกายของผู้หญิงอย่างลึกซึ้งถึงเพียงนี้

ดร.ควอน กึม-ซัง กล่าวว่า "เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่เรียกการที่ผู้หญิงต้องปฏิบัติตามความต้องการของผู้ชายว่าเป็น 'การปฏิวัติ' เพียงเพราะร่างกายของผู้ชายนั้นมีประโยชน์ต่อการทำสงคราม"

เธอได้วิเคราะห์ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่โยบายที่รัฐประกาศใช้อย่างเป็นทางการ แต่เป็นผลสืบเนื่องมาจากวัฒนธรรมแบบชายเป็นใหญ่ที่ได้รับความเห็นชอบโดยนัยจากผู้มีอำนาจ จนกลายเป็นสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา จากนั้น เธอได้พิจารณาตรรกะของการใช้อำนาจปกครองในลักษณะนี้ผ่านมุมมองของมิเชล ฟูโกต์ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ผู้มองว่า "เรื่องเพศเป็นเป้าหมายของการใช้อำนาจควบคุม"

โดยเธอชี้ให้เห็นว่า ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องเพศของผู้หญิงถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวดโดยผูกโยงเข้ากับเป้าหมายเรื่อง "การตั้งครรภ์" และ "การคลอดบุตร" มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของการสร้างรัฐเกาหลีเหนือ

ดร.ควอนได้กล่าวถึงนิตยสารสำหรับผู้หญิงของเกาหลีเหนือที่มีชื่อว่า "โชซอน รยอ-ซอง" (Joseon Ryeoseong) (มีความหมายว่า "สตรีเกาหลี") ซึ่งตีพิมพ์มาตั้งแต่ปี 1946 โดยระบุว่า "ในช่วงปี 1946 ถึง 1950 ทุกเรื่องราวที่เกี่ยวกับเพศภาวะของผู้หญิงนั้นล้วนเชื่อมโยงอยู่กับการตั้งครรภ์"

เธอตั้งข้อสังเกตว่าไม่มีการกล่าวถึงความปรารถนาทางเพศของผู้หญิงเลยแม้แต่น้อย ซึ่งเธอมองว่าเป็นสิ่งที่ "ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถมีความปรารถนาได้"

นอกจากนี้ เธอยังชี้ให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของการตีตราเรื่องการมีประจำเดือน ซึ่งถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ "สกปรก" ทั้งที่ในขณะเดียวกันก็ถูกเรียกขานว่าเป็นเรื่องของ "สุขอนามัย"

อย่างไรก็ตาม เธอตั้งข้อสังเกตว่า "ประเด็นเรื่องอิสระในการตัดสินใจทางเพศของผู้หญิงนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องที่มีเฉพาะในเกาหลีเหนือเท่านั้น แต่สังคมเกาหลีใต้เองก็เพิ่งเริ่มมีการหารือในประเด็นนี้อย่างล่าช้าเช่นกัน ในช่วงที่สังคมกำลังก้าวเข้าสู่กระบวนการสร้างประชาธิปไตย"

โช จอง-อา นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเพื่อการรวมชาติเกาหลีได้วิเคราะห์ไว้ในบทความเรื่อง "ชีวิตประจำวันของผู้หญิงเกาหลีเหนือและการเมืองเรื่องเพศสภาพ" (The Daily Life of North Korean Women and Gender Politics) ว่า "ท้ายที่สุดแล้ว สำหรับพวกเธอ ความรักเปรียบเสมือนการทำหน้าที่ตามที่รัฐและครอบครัวกำหนดไว้ มากกว่าจะเป็นเรื่องของความใกล้ชิดทางอารมณ์และร่างกายกับคู่ชีวิตที่มีสถานะเท่าเทียมกัน"

มุมมองดังกล่าวสามารถพบได้ในเนื้อเพลงของพวกเขาเช่นกัน เพลง "Women Are Flowers" (หมายความว่า ผู้หญิงคือดอกไม้) ซึ่งถูกเผยแพร่ในปี ค.ศ. 1991 นำเสนอภาพลักษณ์ของผู้หญิงในฐานะ "ดอกไม้แห่งชีวิต" และเป็นผู้ที่คอยดูแลเอาใจใส่สามีและครอบครัวอย่างขยันขันแข็งเพียงอย่างเดียว

นับแต่นั้นมา เมื่อธุรกิจต่าง ๆ ขยายตัวและสถานะทางเศรษฐกิจของผู้หญิงเปลี่ยนแปลงไป มุมมองดังกล่าวก็เริ่มเปลี่ยนตามไปด้วย เพลง "My Wife" (ภรรยาของฉัน) ซึ่งออกเผยแพร่ในปี 2010 ได้นำเสนอภาพลักษณ์ของผู้หญิงในฐานะ "ภรรยา" หรือคู่ชีวิตที่มีสถานะเท่าเทียมกับสามี ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า นิยามที่รัฐและสังคมมีต่อผู้หญิงนั้นกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป

ความมั่นใจที่ได้จากการศัลยกรรมตกแต่ง

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเรื่องเพศวิถีของผู้หญิงชาวเกาหลีเหนือไม่ใช่ประสบการณ์ที่มีรูปแบบเดียวกันทั้งหมด แต่กลับแสดงออกในลักษณะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงขึ้นอยู่กับสถานะและสภาพแวดล้อมหลังจากที่พวกเธอได้ตั้งถิ่นฐานแล้ว สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้จะเป็นกลุ่มผู้หญิงที่แปรพักตร์จากเกาหลีเหนือเหมือนกัน แต่ผู้ที่ยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนติดกับจีนกับผู้ที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานในสังคมเกาหลีใต้นั้น มีเส้นทางชีวิตและวิถีทางด้านเพศที่แตกต่างกันอย่างมาก

ดร.ควอน กึม-ซัง อธิบายความแตกต่างนี้โดยเชื่อมโยงกับภูมิภาคที่เป็นถิ่นกำเนิดของหญิงชาวเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์

"หากพิจารณาถึงภูมิลำเนาของผู้แปรพักตร์จากเกาหลีเหนือที่เข้ามายังที่นี่ จะพบว่าผู้ที่มาจากจังหวัดทางตอนเหนืออย่างฮัมกยองและรยางกังมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 80% เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตห่างไกล จึงมีความเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะเคยใช้ชีวิตอย่างยากลำบากและต้องพึ่งพาการใช้แรงงานเป็นหลัก การได้ย้ายมายังเกาหลีใต้ซึ่งมีการจัดสรรที่อยู่อาศัยและมอบความมั่นคงทางการเงินให้ จึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในด้านความต้องการของพวกเขา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงระหว่างวิถีชีวิตเดิมกับชีวิตใหม่นี้" เธออธิบาย

ในบรรดาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาเข้ามาตั้งรกรากในเกาหลี ดร.ควอนสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในเรื่องการศัลยกรรมและการแต่งกายเป็นพิเศษ โดยเธอมองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการดูแลรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าพวกเขาได้เริ่มหันมาใส่ใจตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิตอีกด้วย

"หญิงชาวเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์มายังเกาหลีใต้ต่างแสดงความปรารถนาที่มีต่อตนเองผ่านทางร่างกายและการศัลยกรรม ซึ่งพวกเธอทำกันอย่างมากมายมหาศาล" เธออธิบาย

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าความปรารถนาเหล่านี้เปรียบเสมือนการ 'ลงทุน' กับตนเอง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีปัจจัยเอื้ออำนวยอัน 'มั่งคั่ง' กล่าวคือ การได้รับเงินก้อนจากการตกลงยุติข้อพิพาทเป็นครั้งแรกในชีวิตและการได้เป็นเจ้าของบ้านในชื่อของตนเอง

ดร.จุน จู-รัม ได้วิเคราะห์ถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะว่า "เนื่องจากพวกเธอใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีสถานพยาบาลด้านศัลยกรรมตกแต่งจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นระบบและมั่นคง อีกทั้งผู้หญิงรอบข้างต่างก็ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอก ความปรารถนาที่จะมีความงดงามยิ่งขึ้นจึงเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในหมู่หญิงชาวเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์มาเช่นกัน"

นอกจากนี้ เธอยังกล่าวเสริมว่า "มีเพียงในสภาพแวดล้อมเช่นนี้เท่านั้นที่กระบวนการทบทวนตัวเองอย่างจริงจังจะเริ่มต้นขึ้น ทำให้ได้ตระหนักและสำรวจว่าตนเองชอบอะไร และภาพลักษณ์แบบไหนที่ตนต้องการจะมุ่งไปให้ถึง"

หญิงชาวเกาหลีเหนือที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีกล่าวว่า พวกเธอรู้สึกประหลาดใจหลังจากได้สัมผัสกับวัฒนธรรมการดูแลตนเองและการออกเดตของเกาหลีใต้

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, หญิงชาวเกาหลีเหนือที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีกล่าวว่า พวกเธอรู้สึกประหลาดใจหลังจากได้สัมผัสกับวัฒนธรรมการดูแลตนเองและการออกเดตของเกาหลีใต้

'เสรีภาพ' และ 'ร่างกายของฉัน' มาบรรจบกันที่เกาหลีใต้

สิ่งที่สร้างความตกตะลึงมากที่สุดให้กับผู้หญิงชาวเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์มายังเกาหลีใต้ คือเรื่อง 'การดูแลตัวเอง' และ 'วัฒนธรรมการออกเดต'

"พวกเธอใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลายอย่าง ทั้งโทนเนอร์ โลชั่น แอมพูล (สกินแคร์ที่มีสารบำรุงเข้มข้น) และครีม แต่ในเกาหลีเหนือ เราแค่ล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าแล้วทาผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียวเหมือนการทาสี และยังเป็นเรื่องน่าสนใจที่ได้เห็นพวกเธอเลือกชุดชั้นในให้พอดีกับสรีระของแต่ละคน"

"มันไม่มีฟองน้ำเสริมทรงที่นั่นนะ คุณเลยต้องรัดมันให้แน่น มันเป็นผ้าฝ้ายแบบสมัยก่อน ต้องรัดให้แน่นโดยไม่มีโครงเหล็ก แล้วก็ต้องทำให้มันแบนราบเข้าไว้ เพราะถ้ามันดูนูนออกมา คนจะมองในแง่ลบแล้วทักว่าคุณดูเหมือนพวกคุณแม่ลูกอ่อน"

"ฉันมักจะใส่ชุดชั้นในสีขาวหรือสีฟ้าอ่อนเสมอ แบบที่ไม่บางจนมองทะลุเห็นเนื้อข้างในได้"

นี่คือตัวอย่างของคำอธิบายจากเหล่าหญิงสาวผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือ

ว่ากันว่าในเกาหลีเหนือ แนวคิดเรื่อง "ชุดชั้นในที่สวมใส่ได้พอดีตัว" นั้นไม่มีอยู่จริง ยิ่งไปกว่านั้น มีรายงานว่าทางการได้จัดให้ชุดชั้นในที่รัดรูปเป็นสิ่งที่มีป้ายว่า "ลมสีเหลือง" (yellow wind - ศัพท์ของเกาหลีเหนือที่ใช้เรียกอิทธิพลหรือวัฒนธรรมต่อต้านสังคมนิยมที่เข้ามากระทบเกาหลีเหนือ) และสั่งห้ามวางจำหน่าย

"ตั้งแต่มาที่เกาหลีใต้ ฉันได้ลองไปร้านกาแฟคนเดียวเป็นครั้งแรก ได้เลือกและดื่มกาแฟที่อยากดื่ม จากนั้นก็ไปร้านหนังสือขนาดใหญ่แล้วเดินเลือกดูหนังสือได้อย่างเต็มที่ จนฉันคิดขึ้นมาว่า 'นี่สินะคืออิสรภาพที่แท้จริง' เพราะเรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในเกาหลีเหนือเลย" หญิงชาวเกาหลีเหนือผู้แปรพักตร์รายหนึ่งเล่า

เรื่องราวจากหญิงชาวเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ในที่สุดพวกเธอก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ว่า "ฉันเป็นผู้กำหนดชีวิตของตนเอง" ท่ามกลางช่วงเวลาธรรมดา ๆ ในชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดยิ่งขึ้นในเรื่องการออกเดต ซึ่งเป็นสิ่งที่หญิงชาวเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์ต่างพูดตรงกัน

"ถ้าได้คบกับผู้ชายเกาหลีใต้แล้ว ก็ไม่อยากคบผู้ชายเกาหลีเหนืออีกเลย" คุณเอ ซึ่งอยู่ในวัย 60 กว่าปี เผยความในใจอย่างตรงไปตรงมา

"ตอนคบกับผู้ชายเกาหลีเหนือ ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่คนคอย 'ปรนนิบัติ' พวกเขา ฉันทำทุกอย่างให้ แต่กลับไม่เคยได้รับความใส่ใจตอบแทนเลย แต่พอได้มาคบกับผู้ชายเกาหลีใต้ ฉันก็เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน แม้แต่น้ำเสียงของเขาก็ยังนุ่มนวล เวลาที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน เขาก็คอยถามไถ่ความรู้สึกของฉันอยู่ตลอดว่า 'โอเคไหม' หรือ 'เป็นยังไงบ้าง' นั่นเป็นครั้งแรกเลยที่ฉันได้สัมผัสว่าการถูกรักอย่างแท้จริงนั้นเป็นอย่างไร" เธอเล่าต่อ

"ผู้ชายเกาหลีเหนือมองว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ผู้หญิงจะต้องทำทุกอย่าง ฉันเลยรู้สึกว่ามันน่าเบื่อและไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย ฉันเองก็อยากใช้ชีวิตแบบที่ได้รับการปฏิบัติอย่างดีและได้รับความรักบ้างเหมือนกัน"

คุณบี หญิงสาววัย 20 กว่าปี สรุปประสบการณ์ทางเพศกับชายชาวเกาหลีใต้ว่าเป็นเรื่องของ "มารยาทในการมีเพศสัมพันธ์" โดยเธอกล่าวว่าชายชาวเกาหลีใต้จะคอยใส่ใจทั้งอารมณ์และความรู้สึกทางร่างกายของเธอ ด้วยการเอ่ยถามว่า "โอเคไหม" หลังจากเสร็จกิจ

ส่วนคุณซี ซึ่งอยู่ในวัย 40 ปี กล่าวว่า "ฉันเดินทางมายังเกาหลีใต้และก็แต่งงานกับชายชาวเกาหลีเหนือคนหนึ่ง แต่ก็ต้องเผชิญกับความยากลำบากเพราะเขายังคงยึดติดกับความคิดแบบเดิม ๆ"

ในประเด็นนี้ ดร.จุน จู-รัม ได้วิเคราะห์ไว้ว่า "จิตวิทยาเรื่องเพศมี 4 ระยะ ได้แก่ ความตื่นตัวทางเพศ (Excitement) การเล้าโลม (Foreplay) จุดสุดยอด (Climax) และระยะผ่อนคลาย (Resolution)" พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่า "ดูเหมือนว่าหญิงชาวเกาหลีเหนือส่วนใหญ่ที่เคยคบหากับชายชาวเกาหลีใต้มักจะรู้สึกพึงพอใจในความสัมพันธ์ เมื่อพวกเธอเริ่มตระหนักถึงเรื่องเพศของตนเอง"

สิ่งที่น่าประหลาดใจในเรื่องนี้คือ การเปลี่ยนแปลงในตัวผู้หญิงเหล่านี้กำลังนำไปสู่การหย่าร้างในหมู่คู่สามีภรรยาผู้แปรพักตร์จากเกาหลีเหนือที่เดินทางเข้ามายังเกาหลีใต้ด้วยกัน

นักวิจัยชอย ซอล กล่าวว่า "คู่สามีภรรยาจำนวนมากในครอบครัวผู้แปรพักตร์จากเกาหลีเหนือลงเอยด้วยการหย่าร้างกัน" พร้อมทั้งเสริมว่า "ผู้หญิงเกาหลีเหนือตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติหลังจากที่ได้มาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ฝ่ายชายจำเป็นต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วน แต่มันจะเป็นเรื่องง่ายอย่างนั้นหรือ พวกเขาไม่ยอมเปลี่ยนแปลงกันเลย"

เธอเน้นย้ำว่านี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของความชอบหรือค่านิยมทางวัฒนธรรมเท่านั้น โดยอธิบายว่าเป็นเพราะลำดับชั้นของบทบาททางเพศที่แต่ละสังคมกำหนดไว้นั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พร้อมทั้งวิเคราะห์ว่า "ในขณะที่เกาหลีเหนือใช้ระบบชายเป็นใหญ่เป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจ แต่เกาหลีใต้กลับสร้างความเท่าเทียมทางเพศขึ้นมาจากระดับรากฐานผ่านเสียงเรียกร้องของผู้หญิง"

ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกของผู้หญิงเกาหลีเหนือที่มีต่อชายที่พวกเธอได้พบระหว่างการสอบสวนโดยสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ (National Intelligence Service - NIS) หลังจากเดินทางมาถึงเกาหลีใต้ ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน

"เจ้าหน้าที่ NIS พวกนั้นเท่กันมากจนใคร ๆ ก็พากันกรี๊ดกร๊าดและแอบปลื้มกันใหญ่ บอกเลยว่าตอนฉันมาถึงใหม่ ๆ ก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน พวกเขาใส่สูทดูดี แถมยังหล่อและนิสัยดีมาก แค่ได้มองก็มีความสุขแล้ว"

"ฉันก็อดคิดในใจไม่ได้เลยว่า 'ซีรีส์และหนังเกาหลีนี่ไม่ได้โม้เลยนะ ผู้ชายเกาหลี[ใต้]เขาเท่และใส่ใจคนอื่นแบบนี้จริง ๆ' แต่แน่นอนว่าพอได้มาเจอโลกแห่งความเป็นจริง ก็ถึงได้รู้ว่าไม่ใช่ทุกคนจะเป็นแบบนั้นหรอกค่ะ (หัวเราะ)"

เรื่องราวสั้น ๆ นี้สะท้อนให้เห็นว่า ความรู้สึกถึง "ความเคารพ" และ "ความใส่ใจ" ที่ผู้หญิงเกาหลีเหนือได้รับเมื่อเข้ามาใช้ชีวิตในสังคมเกาหลีใต้นั้น เป็นสิ่งที่แปลกใหม่และเข้มข้นเพียงใด

คุณเอ ผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือกล่าวว่า "ฉันเคยคบหากับชายชาวเกาหลีใต้อย่างลึกซึ้ง แม้ตอนนี้เราจะเลิกรากันไปแล้ว แต่ฉันก็ยังลืมไม่ได้ถึงนิสัยใจคอที่แสนดี รวมถึงความรักและความห่วงใยที่เขามีให้ฉัน ครั้งหน้าฉันอยากคบกับผู้ชายเกาหลีใต้อีกแน่นอน และหวังว่าจะได้แต่งงานในสักวันหนึ่งด้วย"

การเดินทางอันยาวนานเพื่อทวงคืนร่างกาย

ในขณะที่การทำข่าวใกล้จะเสร็จสิ้นลง ผู้สื่อข่าวบีบีซี แผนกภาษาเกาหลีได้ถามกลุ่มหญิงชาวเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์ว่าพวกเธอมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่อง 'เซ็กส์'

คุณบี ตอบว่า "มันคือเรื่องความสัมพันธ์กับผู้คนค่ะ" แล้วเสริมว่า "รู้สึกเหมือนสิ่งที่ตัวเองต้องการมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อฉันเริ่มเปิดใจเรียนรู้เรื่องเพศวิถีมากขึ้น"

"เมื่อก่อนฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองต้องการอะไร แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าตัวเองกำลังมองหาคนที่รู้จักใส่ใจและมอบสิ่งดี ๆ ให้ได้หลากหลายรูปแบบค่ะ" เธออธิบาย

ส่วนคุณเอตอบดังนี้

"ฉันเปรียบตัวเองเป็นดอกไม้ค่ะ เพราะโดยปกติแล้วฉันจะรู้สึกเบิกบานและมีความสุขหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ฉันเลยรู้สึกว่าเป็นดอกไม้ประเภทนั้น ฉันเพิ่งมาตระหนักได้ก็ตอนที่มาอยู่เกาหลีใต้นี่เองค่ะ ได้เข้าใจว่าการมีความสุขในฐานะผู้หญิงนั้นเป็นอย่างไร"

คุณต้องการอะไร หญิงชาวเกาหลีเหนือจำนวนมากที่แปรพักตร์กล่าวว่า ในวินาทีที่ได้รับคำถามนี้เป็นครั้งแรก ร่างกายของพวกเธอก็เริ่มกลับมาเป็นของตนเองอย่างแท้จริงเสียที แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ล่าช้าไปบ้างก็ตาม

พวกเธอกล่าวว่า แม้จะเคยถูกรัฐ สังคม และสามีพรากสิทธิ์ในร่างกายไป แต่ในที่สุดพวกเธอก็ได้ร่างกายของตนกลับคืนมาด้วย 'เสรีภาพ' และ 'การกำหนดเจตจำนงด้วยตนเอง' หลังจากที่ได้มายังเกาหลีใต้ ซึ่งนั่นมิใช่การปฏิวัติที่ทรงพลังที่สุดสำหรับพวกเธอหรอกหรือ?

คุณเอ ผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่นว่า "หากเลือกเกิดใหม่ได้ ฉันอยากเกิดที่เกาหลีใต้ ฉันอยากคบหากับใครสักคนอย่างอิสระและมั่นใจมาตั้งแต่ต้น และใช้ชีวิตโดยได้ทำตามใจปรารถนาในแบบที่ต้องการกับร่างกายของตัวเอง เพราะตอนนี้ฉันรู้แล้วว่านั่นคืออิสรภาพที่แท้จริง"

เรื่องราวของพวกเธอยังคงดำเนินต่อไป เป็นการเดินทางเพื่อทวงคืนร่างกาย ความปรารถนา และความรักที่ถูกพรากไปเนิ่นนาน และท่ามกลางเส้นทางนั้น ในที่สุดพวกเธอก็ได้เอื้อนเอ่ยออกมาว่า

ในที่สุด ร่างกายนี้ก็กลายเป็นของฉันอย่างแท้จริงเสียที ฉันมีความสุขเหลือเกิน

ภาพประกอบโดย แอนโดร ไซนิ จากทีมข่าว BBC East Asia Visual Journalism