คุณเคยป่วยแต่รู้สึกผิดจนไม่กล้าลางานหรือเปล่า? นี่คือคำอธิบายสาเหตุจากผู้เชี่ยวชาญ

A woman wrapped in a blanket and holding a hot drink sits at a table with a laptop on it. The table has scrunched-up tissues on it as well.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, นิก ทริกเกิล
    • Role, ผู้สื่อข่าวสุขภาพ
  • Published
  • เวลาอ่าน: 5 นาที

คุณตื่นมาแล้วรู้สึกไม่ค่อยดีเลย แต่เป็นวันที่ต้องทำงานสำคัญ คุณจะทำอย่างไร?

หากคำตอบของคุณคือ ก็ไปทำงาน (หรือเข้าระบบทำงาน) คุณไม่ใช่คนเดียวที่เลือกทำแบบนั้น

งานวิจัยชิ้นหนึ่งบ่งชี้ว่าประชากรหนึ่งในสามของสหราชอาณาจักรเลือกจะทำงานแม้ในตอนที่ไม่สบาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า "ภาวะฝืนทำงาน" (presenteeism)

และสิ่งที่คุณเลือกทำเมื่อเจ็บป่วยก็บ่งบอกเกี่ยวกับตัวตนของคุณและสถานที่ทำงานของคุณได้มากทีเดียว

คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มลาป่วยน้อยกว่า

"คนรุ่นใหม่มักถูกแปะป้ายว่าเป็นพวกที่เปราะบางและอ่อนไหวเกินไป แต่มันไม่จริงเลย" ศ. เซอร์ แครี คูเปอร์ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ และเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านสุขภาวะในที่ทำงาน กล่าว

คนทำงานอายุ 16 - 24 ปีลาป่วยเฉลี่ย 2.4 วันในปีที่แล้ว เทียบกับคนทำงานอายุ 50 - 64 ปีที่ลาป่วยเฉลี่ย 6.2 วัน

เซอร์ แครี ผู้ซึ่งให้คำแนะนำกับรัฐบาลสหราชอาณาจักรเกี่ยวกับนโยบายการจ้างงานในประเด็นนี้ บอกว่ามีสาเหตุหลายประการ

เขาบอกว่าคนทำงานที่อายุน้อยกว่า มีแนวโน้มการทำงานในตำแหน่งที่มีความมั่นคงต่ำ เช่น มีสัญญาทำงานแบบไม่กำหนดชั่วโมงขั้นต่ำและจ่ายค่าจ้างตามชั่วโมงที่ทำงาน (zero-hours contracts)

นอกจากนี้ พวกเขายังมีแนวโน้มน้อยกว่าที่จะเผชิญภาวะสุขภาพเรื้อรังและปัญหาข้อต่อ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการลาป่วยด้วย

คำบรรยายวิดีโอ, บีบีซีถามคนทั่วไปว่า พวกเขาลาป่วยครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

แต่เซอร์ แครีก็เสริมว่า "ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่ ๆ มีความคาดหวังที่สูงกว่าเดิมเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติของนายจ้างต่อตัวพวกเขา และมองว่านายจ้างควรให้ความสำคัญกับสุขภาวะของพวกเขา"

"คนรุ่นก่อน ๆ อาจจะจำยอมกับสิ่งต่าง ๆ มากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวิธีการแบบนั้นเป็นเรื่องดี"

"เมื่อพูดถึงเรื่องการลางาน คนทำงานรุ่นใหม่ ๆ ดูจะมองว่าสุขภาพจิตก็เป็นส่วนหนึ่งของสุขภาพโดยรวม มากกว่าจะมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องฝืนทนผ่านไปให้ได้"

การลาป่วยบอกอะไรเกี่ยวกับตัวคุณ

มีปัจจัยหลากหลายที่อยู่เบื้องหลังการเลือกจะลาหรือไม่ลาป่วยของแต่ละคน

สำหรับบางคน งานที่ทำมีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับตัวตน ซึ่งนักจิตวิทยาด้านการอาชีพเรียกสิ่งนี้ว่าภาวะยึดงานเป็นศูนย์กลาง (work centrality) และมีงานวิจัยพบว่ามันนำไปสู่การมีส่วนร่วม มุ่งมั่น และตั้งใจทุ่มเทมากกว่าปกติ

หากงานเป็นส่วนสำคัญต่อตัวตนของคุณ การขาดงานอาจให้ความรู้สึกราวกับสูญเสียส่วนหนึ่งของตัวเองไปชั่วขณะ

"คนเหล่านี้มีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะยังคงมาทำงาน" ดร.ออเดรย์ ถัง นักจิตวิทยาผู้เขียนเกี่ยวกับสุขภาวะในที่ทำงาน กล่าว

เธอบอกว่าผู้ที่ทำงานในวิชาชีพด้านการดูแลผู้อื่น เช่น แพทย์ พยาบาล และครู มีแนวโน้มนี้เช่นนี้เป็นพิเศษ

"พวกเขามักจะบอกว่าอยากให้เกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ร่างกายบาดเจ็บ เพื่อจะได้มีเหตุผลให้ไม่ต้องมาทำงาน มากกว่าจะลางานไปเฉย ๆ"

ขณะที่คนอื่น ๆ กลัวจะถูกมองว่าอ่อนแอหรือขี้เกียจ ซึ่งถังบอกว่าคนทำงานรุ่นใหม่มีความอ่อนไหวต่อเรื่องนี้เป็นพิเศษ

"พวกเขามักจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นของสายอาชีพ และพวกเขาไม่อยากให้คนจดจำในแง่ลบ"

สิ่งนี้บอกอะไรเกี่ยวกับสถานที่ทำงานของคุณ

ดร.ทารา ควินน์-ซิริลโล นักจิตวิทยา มองว่าวัฒนธรรมและพฤติกรรมในที่ทำงานก็มีอิทธิพลมากต่อการตัดสินใจของคนใดคนหนึ่งที่จะลาหรือไม่ลาป่วย

ในสถานการณ์ที่ทีมต้องทำงานหนักเกินกำลังและแทบไม่มีคนมาช่วยรับช่วงงานแทน พนักงานจะตระหนักดีว่าการที่ตนเองขาดงานไปจะทำให้ภาระงานของเพื่อนร่วมงานเพิ่มมากขึ้น

"ความรู้สึกผิดและรู้สึกละอายมีบทบาทมากในองค์กรที่เป็นพิษ (toxic) ซึ่งให้ความสำคัญกับผลผลิตมากกว่าสุขภาพและการมีสุขภาวะที่ดี" ดร.ควินน์-ซิริลโล กล่าว

"สถานที่ทำงานบางแห่งมีวัฒนธรรมแบบ 'ฝืนทำต่อไป' ที่ส่งเสริมให้คนยังต้องทำงานต่อไปทั้งที่ในเวลานั้นควรจะได้พักผ่อน"

วัฒนธรรมแบบนี้สนับสนุนภาวะฝืนทำงาน (presenteeism) ทำให้พนักงานรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าจากการมาทำงานไม่ว่าจะรู้สึกไม่สบายหรือไม่ก็ตาม และพนักงานจะยิ่งซึมซับสิ่งนี้เร็วขึ้นไปอีกเมื่อคนในระดับผู้จัดการต่างชื่นชมผู้ที่มาทำงานทั้งที่ยังป่วย

A group of people wearing hi-vis yellow jackets stand around in a room. Most of the group are standing facing a man with a clipboard, whose back is towards the camera. They are listening to what he is saying.

ที่มาของภาพ, Getty Images/Jacob Wackerhausen

คำบรรยายภาพ, วัฒนธรรมในที่ทำงานมีอิทธิพลอย่างมากต่อความเต็มใจของคนใดคนหนึ่งว่าจะลาหรือไม่ลาป่วย

ดร.ควินน์-ซิริลโลบอกด้วยว่า "ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี คนทำงานควรมีโอกาสสื่อสารอย่างเปิดเผยและจริงใจในเรื่องสุขภาวะและการลาป่วยได้"

ความเชื่อใจก็สำคัญด้วย โดยหากการลางานถูกตั้งคำถามอยู่เป็นประจำและถูกมองในแง่ลบ คนทำงานก็อาจลังเลที่จะลาหยุดได้อย่างชอบธรรม เพราะกลัวว่าจะถูกตัดสิน

นี่คือสิ่งที่ ดร.ควินน์-ซิริลโล บอกว่า นั่นเป็น "สัญญาณเตือนภัยร้ายแรง" (red flag)

คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าตอนไหนที่คุณป่วยเกินกว่าจะฝืนทำงานแล้ว

การตัดสินใจว่าคุณป่วยหนักเกินกว่าจะทำงานได้หรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป

สำหรับอาการป่วยทางกาย ถังบอกว่าก็มีหลักเกณฑ์พื้นฐานอยู่บ้าง

"หากคุณอาเจียนและถ่ายท้อง หรือมีไข้ คุณควรอยู่ที่บ้านก่อน 48 ชั่วโมง และอีก 24 ชั่วโมงหลังจากที่ไม่มีอาการแล้ว เพราะด้วยอาการเหล่านี้ คุณมักจะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่ดี

แต่ถังบอกว่า หากเป็นอาการอื่น ๆ การประเมินว่าจะไปทำงานไหวหรือเปล่าก็อาจจะซับซ้อนขึ้น

"อาการที่เป็นเหมือนพื้นที่สีเทามากกว่าคืออาการไอและโรคหวัด ภายหลังการระบาดของโรคโควิด -19 ธรรมเนียมปฏิบัติในที่ทำงานก็เปลี่ยนไป ทำให้เมื่อมีอาการเหล่านี้ การทำงานจากที่บ้านจะถือว่าสุภาพมากกว่า"

เธอบอกด้วยว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ปัญหาสุขภาพจิตควรได้รับการปฏิบัติไม่ต่างไปจากปัญหาสุขภาพกาย

"ถ้าคุณป่วยและทำงานไม่ได้ มันก็คือคุณป่วยและทำงานไม่ได้นั่นแหละ"

ขณะที่ ดร.ควินน์-ซิริลโลเสริมว่า "ท้ายที่สุดแล้วมันก็คือเรื่องของความสามารถในการทำงาน ไม่ว่าจะด้วยสุขภาพกายหรือสุขภาพจิตก็ตาม"

เธอยังชี้ให้เห็นถึงสัญญาณเตือนอีกประการหนึ่ง คือเมื่อการทำงานเริ่มส่งผลกระทบต่อการดูแลตนเองขั้นพื้นฐาน

"ความสามารถในการดูแลตัวเองของคุณเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ คุณยังสามารถหาเวลาผ่อนคลายจากงานได้หรือไม่ คุณนอนหลับเพียงพอหรือเปล่า?"

หากคำตอบคือ "ไม่" นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณจำเป็นต้องได้พักแล้ว