รู้จักทฤษฎียุค 1960 ที่เชื่อว่าสโตนเฮนจ์เป็นคอมพิวเตอร์ยุคก่อนประวัติศาสตร์

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, ฟิโอนา แมคโดนัลด์
  • Published
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

ในเดือน ส.ค. 1966 ศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์ชาวสหรัฐฯ คนหนึ่งเคยเปิดเผยการค้นพบสุดทึ่งของเขากับบีบีซี โดยเชื่อว่าสโตนเฮนจ์ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ทำนายปรากฏการณ์สุริยุปราคาและจันทรุปราคา

ผู้เชี่ยวชาญถกเถียงถึงความหมายของวงหินยุคก่อนประวัติศาสตร์ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษแห่งนี้กันมาอย่างยาวนาน โดยมีการคาดการณ์ว่าอนุสรณ์สถานลึกลับแห่งนี้อาจเป็นสถานที่รำลึกถึงผู้เสียชีวิต แท่นบูชายัญ หรือสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม ในเดือน ส.ค. 1966 เจอรัลด์ ฮอว์กินส์ ศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์จากเมืองบอสตัน บอกกับรายการครอนิเคิลส์ (Chronicle) ของบีบีซีว่า เขาพบคำตอบของปริศนานี้จากรูปแบบตัวเลขที่น่าสนใจ และนำมาวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์ไอบีเอ็มรุ่นบุกเบิก

ทฤษฎีของฮอว์กินส์เป็นรากฐานของหนังสือที่ชื่อว่า Stonehenge Decoded (อาจแปลเป็นไทยว่า ไขปริศนา สโตนเฮนจ์ ) ที่ตีพิมพ์ในปี 1965 และได้รับความนิยมอย่างมาก นักวิทยาศาสตร์ผู้เกิดในสหราชอาณาจักรผู้นี้อธิบายกับบีบีซีว่า การจัดวางแนวของแท่งหินขนาดใหญ่และโครงสร้างหินรูปซุ้มบ่งชี้ว่า "วงหินของสโตนเฮนจ์อาจถูกใช้เสมือนคอมพิวเตอร์ เพื่อติดตามการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์และทำนายการเกิดคราสหรืออุปราคา"

หากคิดตามตามทฤษฎีนี้ ก็หมายความว่าปรากฏการณ์คราส (eclipses) ต่าง ๆ อย่างเดียวกับปรากฏการณ์ที่ผู้คนทั่วโลกได้เห็นกันในเดือนนี้ อาจถูกคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำโดยชาวบริเตนโบราณเมื่อกว่า 4,500 ปีก่อนมาแล้ว

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สโตนเฮนจ์อาจถูกใช้เป็นดังคอมพิวเตอร์เพื่อติดตามดวงจันทร์และทำนายการเกิดคราสซึ่งก็คือสุริยุปราคาหรือจันทรุปราคา

ในภาพวิดีโอของบีบีซี ฮอว์กินส์ชี้ให้เห็นแบบจำลองสโตนเฮนจ์ที่สร้างขึ้นตามสัดส่วนจริง โดยอธิบายว่า ในวงหินชั้นนอกสุดซึ่งเป็นแนวเส้นรอบวงของสถานที่แห่งนี้ มีหลุมอยู่ 56 หลุม

เขาอ้างว่า "56 เป็นตัวเลขเพียงตัวเดียวที่สอดคล้องกับรูปแบบการเคลื่อนที่บางอย่างของดวงจันทร์" และเสนอว่าหลุมเหล่านี้ "ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือนับอย่างง่ายเพื่อเอาไว้ทำนายการเกิดคราส" ได้

ฮอว์กินส์เชื่อว่า ความหมายของปรากฏการณ์คราสต่าง ๆ มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่สร้างสโตนเฮนจ์ขึ้นมา

"สุริยุปราคาและจันทรุปราคาเป็นปรากฏการณ์น่าตื่นตาตื่นใจและย่อมปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกที่สุดของบรรพบุรุษยุคโบราณของเรา" ฮอว์กินส์กล่าว

"แสงของดวงจันทร์ ซึ่งแน่นอนว่าได้รับมาจากดวงอาทิตย์ จะถูกตัดขาดเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนเข้าสู่เงาของโลก ดวงจันทร์เปลี่ยนจากสีขาวเงินเป็นสีแดง บรรพชนในอดีตมองว่ามันเป็นสีแดงดั่งโลหิต และเชื่อมโยงมันเข้ากับลางร้าย"

บทความในนิตยสาร Current Archaeology นิตยสารโบราณคดีของอังกฤษซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2007 ระบุว่า หนังสือ Stonehenge Decoded ส่งผลอย่างน่าประหลาด เพราะทำให้การคาดเดาเรื่องราวของสโตนเฮนจ์เงียบหายไปนานหลายทศวรรษ

หรือสโตนเฮนจ์มีไว้ให้นักดาราศาสตร์ใช้ดูดาว

ตามความเห็นของฮอว์กินส์ ทฤษฎีนี้เป็น "ทฤษฎีแรกที่พูดถึงจุดประสงค์ของสโตนเฮนจ์และได้รับการยอมรับในแวดวงวิชาการ ตลอดจนได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์"

แม้ว่าความเชื่อมโยงระหว่างสโตนเฮนจ์กับวันครีษมายัน (summer solstice) จะเป็นที่รับรู้กันมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 แต่ศาสตราจารย์ฮอว์กินส์ได้ต่อยอดแนวคิดดังกล่าว โดยเสนอว่า สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นวิหารสำหรับบูชาดวงอาทิตย์นั้น อาจเป็น "หอดูดาวทางดาราศาสตร์" ที่มีความซับซ้อน

ในปี 1961 เขาเดินทางไปยังสโตนเฮนจ์เพื่อพยายามทำความเข้าใจว่า "อนุสรณ์สถานแห่งนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้บ่งชี้การขึ้นของดวงอาทิตย์ได้อย่างไร"

ในอีก 5 ปีต่อมาเขาให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า "ผมมองไปรอบ ๆ สโตนเฮนจ์ในยามรุ่งสาง... ผ่านช่องโค้งระหว่างแท่งหินขนาดใหญ่ ผมรู้สึกว่ามุมมองของตัวเองถูกกำหนดและถูกจำกัดไว้ ช่องโค้งเหล่านั้นดูราวกับกำลังบังคับให้ผมมองไปยังจุดใดจุดหนึ่งบนเส้นขอบฟ้า แล้วผมควรจะได้เห็นอะไรจากตรงนั้นกันแน่"

ฮอว์กินส์รู้สึกทึ่งกับวิธีที่ผู้ออกแบบโบราณสถานในอดีตได้จัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อกำหนดแนวสายตาของผู้มอง ด้วยเหตุนี้เขาจึงเดินทางกลับสหรัฐอเมริกาพร้อมแผนผังของสโตนเฮนจ์ และเริ่มทำแผนที่ระบุตำแหน่งของจุดศูนย์กลางของสถานที่แห่งนี้ รวมถึงตำแหน่งของหินแต่ละก้อน ซุ้มประตู หลุม และเนินดินทุกแห่งอย่างละเอียด

ฮอว์กินส์บอกกับบีบีซีว่า การพยายามหาว่า "ในยุคที่สโตนเฮนจ์ถูกสร้างขึ้นนั้น ผู้คนจะมองเห็นอะไรได้บ้างอย่างแม่นยำ" เป็นงานที่ต้องใช้เวลานานและน่าเบื่อ และอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คนอื่น ๆ ก่อนหน้าเขาไม่คิดจะศึกษาประเด็นนี้ต่อ

"โชคดีที่ผมมีเครื่องคำนวณ หรือก็คือคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ให้ใช้งาน" เขากล่าว

ที่หอดูดาวฮาร์วาร์ด-สมิธโซเนียนในรัฐแมสซาชูเซตส์ ฮอว์กินส์และทีมงานได้ป้อนข้อมูลให้คอมพิวเตอร์คำนวณว่า แนวการจัดวางแต่ละแนวของสโตนเฮนจ์จะชี้ไปยังสิ่งใดบนท้องฟ้าได้บ้างในช่วงเวลาที่อนุสรณ์สถานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้น

ต่อมาเขาก็ได้นำผลการคำนวณดังกล่าวมาใช้เป็นพื้นฐานในการเขียนหนังสือ Stonehenge Decoded

ผู้ดำเนินรายการของบีบีซีกล่าวไว้ในปี 1966 ว่า "คอมพิวเตอร์ [ในงานวิจัยของฮอว์กินส์] ได้ให้ผลลัพธ์ที่ชวนให้ติดตามอย่างยิ่ง"

แนวการจัดวางของสโตนเฮนจ์จำนวนมากดูเหมือนจะสอดคล้องกับตำแหน่งการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์

ฮอว์กินส์กล่าวว่า "สโตนเฮนจ์เชื่อมโยงกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อย่างแนบแน่นไม่ต่างจากกระแสน้ำขึ้นน้ำลง มันคือหอดูดาวทางดาราศาสตร์ และยังเป็นหอดูดาวที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย"

เขาบอกกับบีบีซีว่า การกำหนดตำแหน่งของดวงอาทิตย์ในช่วงกลางฤดูหนาวและวันวิษุวัต (equinoxes - วันที่มีเวลากลางวันและกลางคืนยาวนานเท่ากัน) นั้น "เป็นสิ่งที่คาดหมายได้ตามธรรมชาติ"

"แต่บทบาทของดวงจันทร์ในสโตนเฮนจ์เป็นเรื่องน่าประหลาดใจ ดวงจันทร์เป็นวัตถุท้องฟ้าที่สังเกตได้ยากมาก เพราะตำแหน่งของมันเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่ซับซ้อนกว่าดวงอาทิตย์มาก" เขากล่าว

เสียงคัดค้านต่อทฤษฎีของฮอว์กินส์

ฮอว์กินส์สรุปว่า จุดประสงค์ของการสร้างสโตนเฮนจ์นั้นชัดเจน

เขากล่าวว่า "ไม่อาจมีข้อโต้แย้งได้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นวิหารหรือหอดูดาว เพราะมันเป็นทั้งสองอย่าง เนื่องจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ถือเป็นเทพเจ้าในยุคนั้น"

หากเป็นเช่นนั้นจริง สโตนเฮนจ์ก็อาจเป็น "เครื่องมือที่นักบวชผู้ปกครองใช้เสริมสร้างอำนาจของตน" ตามที่นิตยสารไทม์ (Time) เขียนไว้ในบทความเมื่อปี 1965

บทความดังกล่าวระบุว่า "ในวันที่หรือคืนที่คอมพิวเตอร์หินของพวกเขาทำนายว่าจะเกิดคราสได้อย่างถูกต้อง พวกเขาอาจเรียกประชาชนมารวมตัวกันที่ที่ราบซอลส์บรี เพื่อชมปรากฏการณ์ที่สร้างความหวาดกลัวแก่ผู้คนในโลกโบราณจำนวนมาก"

"เมื่อคราสเริ่มขึ้น เหล่านักบวชอาจสวดภาวนา โดยอ้างว่าเป็นผู้ทำให้ดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์หลุดพ้นจากความมืดมิดที่เข้าปกคลุม"

แม้กระทั่งในช่วงเวลานั้น ก็มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ทฤษฎีของเขา โดยบางคนชี้ว่าหลุม 3 หลุมจากทั้งหมด 56 หลุมซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของทฤษฎีดังกล่าว อาจเป็นเพียงร่องรอยที่เกิดจากการเติบโตของต้นไม้ในอดีต

ดังที่ริชาร์ด แอตกินสัน นักโบราณคดีชาวอังกฤษ เขียนไว้ในนิตยสารนิวยอร์ก รีวิว ออฟ บุ๊กส์ (New York Review of Books) เมื่อปี 1966 ว่า

"ไม่มีข้อกังขาว่า การจัดวางองค์ประกอบของสโตนเฮนจ์มีนัยสำคัญทางดาราศาสตร์บางประการ... อย่างไรก็ตาม การตีความแนวการจัดวางดังกล่าว รวมถึงลักษณะทางดาราศาสตร์อื่น ๆ ของอนุสรณ์สถานแห่งนี้ จำเป็นต้องอาศัยความระมัดระวังทางวิชาการอย่างยิ่ง"

อย่างไรก็ตาม การศึกษาและการสืบค้นใหม่ ๆ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา ได้หักล้างแนวคิดของฮอว์กินส์ไปแล้ว

"ทุกวันนี้มันเป็นทฤษฎีที่หมดความน่าเชื่อถือไปแล้ว ทั้งยังถูกโยนไว้ในกองรวมของทฤษฎีเกี่ยวกับสโตนเฮนจ์ที่ถูกปัดตกไปมากมาย" ศ.ไมเคิล พาร์กเกอร์ เพียร์สัน ผู้เป็นหัวหน้าทีมวิจัยที่มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับสโตนเฮนจ์ในยุคปัจจุบัน กล่าว

เขาระบุว่า แนวคิดเรื่อง "คอมพิวเตอร์ทำนายคราส" เป็น "อุปมาอุปไมยที่ทันสมัยตามยุคสมัยนั้น... แต่ปัจจุบันถือว่าไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการทำความเข้าใจสโตนเฮนจ์"

ขณะที่ฮอว์กินส์เชื่อว่าการก่อสร้างสโตนเฮนจ์เป็นการก่อสร้างที่มีการวางแผนอย่างเป็นเอกภาพ พาร์กเกอร์ เพียร์สัน ศาสตราจารย์แห่งสถาบันโบราณคดี มหาวิทยาลัย ยูนิเวอร์ซิตี คอลเลจ ลอนดอน หรือยูซีแอล (UCL) ของสหราชอาณาจักร ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า "ปัจจุบันเราทราบแล้วว่า สโตนเฮนจ์ถูกสร้างขึ้นผ่านหลายขั้นตอนที่แตกต่างกันตลอดช่วงเวลากว่า 1,500 ปี"

"นอกจากนี้เรายังทราบด้วยว่าแนวการจัดวางที่สอดคล้องกับวันครีษมายันและตำแหน่งสุดขั้วของดวงจันทร์นั้นไม่ได้แม่นยำอย่างแท้จริง โดยคลาดเคลื่อนไปประมาณ 1-2 องศา ดังนั้นสโตนเฮนจ์จึงไม่เคยเป็นเครื่องมือสำหรับการวัดเวลา แต่เป็นอนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการเคลื่อนที่บางช่วงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์มากกว่า"

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า "เรามีหลักฐานว่าผู้คนในสหราชอาณาจักรเมื่อราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ติดตามและน่าจะสามารถคาดการณ์จันทรุปราคาได้แล้ว"

"แต่ช่วงเวลาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังยุครุ่งเรืองของสโตนเฮนจ์ราว 1,500-2,000 ปี"