ช่องแคบบาบ เอล มันเดบ - กบฏฮูตีจี้จุดอ่อนของซาอุดีอาระเบียได้อย่างไร ?

Followers of Yemen's Houthis raise weapons and clenched fists at a rally to celebrate the group's takeover of the strategic port city of Mokha and the Bab El-Mandeb Strait, on 11 September 2026, in the capital, Sanaa.

ที่มาของภาพ, Mohammed Hamoud/Getty Images

    • Author, เฟราส คิลานี
    • Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซีแผนกภาษาอาหรับ
  • Published
  • เวลาอ่าน: 7 นาที

ความพยายามทางการทหาร การทูต และเศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียที่ดำเนินมายาวนานกว่าทศวรรษ ดูเหมือนจะพังทลายลงภายในเวลาเพียงไม่กี่วันในช่วงต้นเดือน ก.ย. เมื่อกองกำลังที่ภักดีต่อรัฐบาลเยเมนซึ่งได้รับการยอมรับจากนานาชาติพ่ายแพ้ต่อการโจมตีอย่างรวดเร็วของกลุ่มกบฏฮูตี

ขบวนการอันซาร์ อัลลอฮ์ หรือ "ผู้สนับสนุนพระเจ้า" (Partisans of God) เข้ายึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของชายฝั่งทะเลแดงทางตะวันตกของเยเมน และรุกคืบไปจนถึงช่องแคบบาบ เอล มันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดน และมันได้กลายเป็นเส้นทางสำคัญที่สุดสำหรับการส่งออกน้ำมันและการค้าของซาอุดีอาระเบีย นับตั้งแต่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซในช่วงปลายเดือน ก.พ.

การรุกคืบครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากกบฏฮูตีประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อ "ศัตรูซาอุดี" (Saudi enemy) จากนั้นได้เกิดการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนต่อเมืองต่าง ๆ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงมีการโจมตีที่กองกำลังติดอาวุธอิรักซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านออกมาอ้างความรับผิดชอบ

สำหรับ ดร.อาซิซ อัลฆาชิอัน จากสถาบันกัลฟ์ อินเตอร์เนชันแนล ฟอรัม (Gulf International Forum) สถาบันวิจัยที่ศึกษาประเด็นความมั่นคง เศรษฐกิจ และการเมือง ของกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียและในตะวันออกกลางที่ตั้งอยู่ในกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย กล่าวว่าสถานการณ์นี้เปรียบเสมือนฝันร้ายที่กลายเป็นจริง

เขากล่าวกับบีบีซีนิวส์ว่า "เส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียซึ่งหนึ่งในนั้นคือการส่งออกน้ำมันกำลังประสบภาวะหยุดชะงักอย่างรุนแรง

"มันยากที่จะจินตนาการได้ว่าจะมีสิ่งใดร้ายแรงไปกว่านี้อีก"

ในปี 2015 ซาอุดีอาระเบียได้จัดตั้งกองกำลังพันธมิตรเพื่อฟื้นฟูความชอบธรรมในเยเมน (Coalition to Restore Legitimacy in Yemen) โดยกองกำลังพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบียได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศหลายพันครั้ง ซึ่งตามข้อมูลของสหประชาชาติ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคน และก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และในปี 2021 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ในขณะนั้น ได้ยุติการสนับสนุนปฏิบัติการเชิงรุกในเยเมนของสหรัฐฯ รวมถึงการขายอาวุธที่เกี่ยวข้อง

มีรายงานว่าการสู้รบทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 150,000 คน และก่อให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรม โดยมีผู้พลัดถิ่น 4.8 ล้านคน และประชาชน 19.5 ล้านคน หรือราวครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด ต้องการความช่วยเหลือในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

หลังจากมีข้อตกลงหยุดยิงในปี 2022 เยเมนช่วงเวลาที่ค่อนข้างสงบอยู่นานหลายปี ทว่าการโจมตีครั้งล่าสุดของกลุ่มกบฏฮูตีได้สะท้อนให้เห็นถึงขีดความสามารถทางทหารและการจัดรูปองค์กรที่เติบโตมากขึ้น

ดร.เอลิซาเบธ เคนดัลล์ จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ กล่าวกับบีบีซีนิวส์ว่า "สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบันไม่ใช่เพียงขบวนการที่มีประสบการณ์ มีวินัย และมีการจัดองค์กรที่ดีเท่านั้น แต่ยังเป็นกลุ่มที่กำลังใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) ทั้งในการสื่อสารและการกำหนดเป้าหมายโจมตีอีกด้วย"

เจ้าหน้าที่ของซาอุดีอาระเบียและสหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่านว่าแอบลักลอบส่งอาวุธ เช่น โดรน ขีปนาวุธร่อน และขีปนาวุธแบบทิ้งตัวให้กับกลุ่มกบฏฮูตี ซึ่งเป็นการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรด้านอาวุธของสหประชาชาติ อย่างไรก็ตาม อิหร่านปฏิเสธว่ามิได้จัดหาอาวุธให้แก่กลุ่มกบฏฮูตี โดยยืนยันว่าให้การสนับสนุนเพียงในทางการเมืองเท่านั้น

ทว่าตามข้อมูลของสถาบันอิตาเลียนเพื่อการศึกษาการเมืองระหว่างประเทศ (Italian Institute of International Political Studies) ระบุว่าอิหร่านได้ให้ช่วยเหลือกลุ่มฮูตีในการสร้างโรงงานผลิตโดรนภายในเยเมน

ศูนย์ศึกษาการต่อต้านการก่อการร้ายแห่งสถาบันการทหารเวสต์พอยต์ของสหรัฐฯ ยังระบุว่า กลุ่มฮูตียังได้รับคำแนะนำและการสนับสนุนทางทหารจากฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มอิสลามิสต์จากเลบานอนอีกด้วย

ด้านกลุ่มกบฏฮูตีปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าพวกเขากำลังดำเนินการตามวาระหรือคำสั่งของอิหร่าน

ฟาเรอา อัล-มุสลิมี จากราชสถาบันกิจการระหว่างประเทศหรือแชตธัมเฮาส์ (Chatham House) กล่าวว่า การที่กลุ่มกบฏฮูตีรุกคืบไปถึงช่องแคบบาบ เอล มันเดบ ได้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานะของรัฐบาลอิหร่านในภูมิภาค

"ขณะนี้อิหร่านมีอำนาจต่อรองกับสหรัฐฯ มากกว่าที่เคยมีมา" เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม ดร.เคนดัลล์ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีนิวส์ว่า "แม้จะไม่มีการสนับสนุนจากอิหร่าน ฉันก็คาดว่ากลุ่มฮูตีจะยังคงทำในสิ่งที่กำลังทำอยู่ต่อไป พวกเขามีแรงจูงใจและเป้าหมายของตนเอง ขณะนี้แรงจูงใจเหล่านั้นดูจะเกี่ยวข้องกับเรื่องเงิน อำนาจต่อรอง อิทธิพล และท้ายที่สุดคือการได้รับการยอมรับทางการเมือง"

"กลุ่มฮูตีไม่สามารถปฏิบัติการได้ในระดับนี้หากปราศจากอาวุธ การฝึกฝน และข่าวกรองจากอิหร่าน [แต่] ยังไม่มีความชัดเจนว่าอิหร่านมีอำนาจสั่งการและควบคุมกลุ่มฮูตีโดยตรงหรือไม่"

Raising weapons and clenched fists, fighters loyal to Yemen's Houthi authorities shout slogans, at a recruitment rally in the capital, Sanaa, on 10 September 2026.

ที่มาของภาพ, Mohammed Huwais / AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, กลุ่มฮูตีกล่าวหาซาอุดีอาระเบียว่าได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศหลายสิบครั้งต่อเป้าหมายต่าง ๆ ในเยเมนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

รัฐบาลของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ถอดกลุ่มฮูตีออกจากบัญชีองค์กรก่อการร้ายต่างชาติของสหรัฐฯ ในเดือน ม.ค. 2021 ไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากเข้ารับตำแหน่ง ขณะที่เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2025 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้คืนสถานะการขึ้นบัญชีกลุ่มฮูตีเป็นองค์กรก่อการร้ายต่างชาติอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่ารัฐบาลวอชิงตันได้หารือโดยตรงกับกลุ่มฮูตีเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดในเยเมน เขาเสริมว่าสหรัฐฯ มีความกังวลต่อการที่กลุ่มฮูตียึดครองเกาะเปริม และกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

คำกล่าวของแวนซ์มีขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ระบุว่า กลุ่มฮูตีได้ร้องขอต่อวอชิงตันไม่ให้แทรกแซงในเยเมน โดยยืนยันว่าพวกเขาไม่ต้องการเผชิญหน้าทางทหารกับสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 14 ก.ย. พล.ร.อ.แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือเซนต์คอม (US Central Command - CENTCOM) ได้เดินทางไปยังซาอุดีอาระเบียและเข้าพบมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) อ้างแหล่งข่าวที่ระบุว่ามกุฎราชกุมารซัลมานได้พูดคุยกับโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงสองครั้ง โดยทรงขอให้สหรัฐฯ อนุมัติการโจมตีทางทหารต่อกลุ่มกบฏฮูตี แต่ทรัมป์ได้ปฏิเสธคำร้องดังกล่าว

ดร.อาซิซ อัลฆาชิอัน กล่าวกับบีบีซีว่า "เรื่องนี้สะท้อนถึงความไม่พอใจของซาอุดีอาระเบียที่มีต่อความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับสหรัฐอเมริกาโดยตรง ชาวซาอุดีอาระเบียเข้าใจว่าพวกเขาไม่สามารถพึ่งพาสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียวได้"

ด้านรัฐบาลซาอุดีอาระเบียยังคงยืนยันสิ่งที่เรียกว่าสิทธิอันชอบธรรมในการปกป้องอธิปไตย ประชาชน และผลประโยชน์สำคัญของประเทศ ขณะที่กลุ่มฮูตีกล่าวหาซาอุดีอาระเบียว่า ได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศหลายสิบครั้งต่อเป้าหมายต่าง ๆ ในเยเมนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

In this handout photograph provided by the Houthi Media Center, an Ansar Allah fighter fires on Saudi-backed forces in Yemen, on 14 September 2026.

ที่มาของภาพ, Houthi Media Center via Getty Images

คำบรรยายภาพ, กลุ่มนักรบอันซาร์ อัลลอฮ์ ยังคงเสริมกำลัง ณ ที่มั่นของตนต่อไปบริเวณทางเข้าสู่ทะเลแดง

โมฮัมเหม็ด อับดุลซาลาม โฆษกของกลุ่มกบฏฮูตี กล่าวว่าปฏิบัติการล่าสุดของพวกเขาไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อการเดินเรือระหว่างประเทศ และจะยุติลงทันทีที่สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า การปิดล้อมเยเมนโดยซาอุดีอาระเบียนั้นถูกยกเลิก และการโจมตีต่อประเทศเยเมนยุติลง

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า "การเดินเรือและการค้าระหว่างประเทศในทะเลแดงและช่องแคบบาบ เอล มันเดบ ยังคงมีความปลอดภัยและเป็นไปด้วยเรียบร้อย"

ดร.เคนดัลล์ กล่าวกับบีบีซีว่า "กลุ่มฮูตีระมัดระวังอย่างมากในการสื่อสารและส่งสารต่อสาธารณะ เพราะพวกเขาไม่ต้องการดึงดูดให้เกิดปฏิบัติการทางทหารร่วมกันของนานาชาติต่อต้านพวกเขาเอง ในเวลานี้พวกเขายังคงมุ่งความเป็นปฏิปักษ์ส่วนใหญ่ไปที่ซาอุดีอาระเบีย"

ในช่วงสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ซาอุดีอาระเบียตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่านหลายสิบครั้ง

แม้หลังจากมีการประกาศหยุดยิงแล้ว เจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียระบุว่าการโจมตียังคงดำเนินต่อไป โดยเป็นฝีมือของกองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านและปฏิบัติการจากดินแดนอิรัก รวมถึงกลุ่มฮูตีด้วย

เมื่อวันที่ 11 ก.ย. กระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบีย ได้ประกาศระงับการดำเนินงานชั่วคราว หลังจากโดรนซึ่งเชื่อว่าได้รับการปล่อยมาจากพื้นที่ทางตอนใต้ของอิรักได้พุ่งโจมตีท่อส่งน้ำมันดิบสายตะวันออก-ตะวันตก

ซาอุดีอาระเบียกำลังเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง

การตอบโต้ทางทหารต่อกลุ่มฮูตีไม่ได้รับประกันว่าจะประสบความสำเร็จ เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์ของความขัดแย้งที่เกิดในช่วงปี 2015-2022 อีกทั้งยังต้องอาศัยการสนับสนุนจากทั้งประเทศในภูมิภาคและประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีและอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงอย่างมาก โดยเฉพาะจากขีดความสามารถด้านขีปนาวุธและโดรนที่มีความซับซ้อนซึ่งเชื่อกันว่ากลุ่มฮูตีมีอยู่ในครอบครอง

อัล-มุสลิมี ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า "ภูมิประเทศของเยเมน ลักษณะทางมานุษยวิทยาและสังคมของเยเมน การที่ประชาชนมีอาวุธจำนวนมาก สถาบันของรัฐที่อ่อนแอ และการขาดพันธมิตรภายในประเทศที่เข้มแข็งและมีอิทธิพล ล้วนทำให้ภารกิจทางทหารใด ๆ ในเยเมนเป็นเรื่องยากหรือแม้แต่เป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะดำเนินการโดยซาอุดีอาระเบียหรือฝ่ายใดก็ตาม"

แต่หากไม่ตอบโต้ ซาอุดีอาระเบียก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเผชิญแรงกดดัน การบีบบังคับ หรือการโจมตีในอนาคตจากกลุ่มติดอาวุธและผู้เล่นระดับภูมิภาคอื่น ๆ ได้เช่นกัน

ดร.อาซิซ อัลฆาชิอัน ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า "ชาวซาอุดีอาระเบียรู้สึกว่ากำลังเผชิญภาระหนักเกินกำลัง มากกว่ารู้สึกว่าถูกโดดเดี่ยว"

"เราเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคที่กำลังเผชิญวิกฤตหลายด้านในเวลาเดียวกัน มีไฟกำลังลุกไหม้อยู่ในหลายแนวรบ และการรับมือกับแต่ละด้านทั้งหมดพร้อมกันเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่ง"

ขณะที่การทูตของซาอุดีอาระเบียกำลังพยายามแสวงหาการสนับสนุนจากนานาชาติเพื่อรับมือกับสิ่งที่มองว่าเป็นภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มฮูตีต่อหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก นักรบกลุ่มอันซาร์ อัลลอฮ์ ก็ยังคงเสริมความแข็งแกร่งให้กับฐานที่มั่นของตนบริเวณทางเข้าสู่ทะเลแดงอย่างต่อเนื่อง

สำหรับซาอุดีอาระเบียแล้ว กำลังมีความกังวลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ว่าการชะลอการดำเนินการในวันนี้อาจทำให้ไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้เลยในวันพรุ่งนี้