วิเคราะห์: จีนกำลังมองหาหนทางยุติสงครามอิหร่าน แต่ไม่ใช่ในแบบที่ทรัมป์ต้องการ แล้วการหารือระหว่างผู้นำทั้งสองจะเป็นเช่นไร ?

ที่มาของภาพ, BBC / Getty Images
- Author, ซาอีด จาฟารี
- Role, นักวิเคราะห์ด้านการเมือง
- Author, เกรซ ซอย
- Role, ทีมข่าว Global Journalism ของบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
- Published
- เวลาอ่าน: 6 นาที
หลายวันก่อนหน้าที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน จะเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นกำหนดการที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ทางการจีนได้ให้การต้อนรับอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ซึ่งเป็นการย้ำเตือนถึงอิทธิพลของจีนที่มีต่ออิหร่าน
มีการคาดการณ์ว่าเรื่อง 'สงครามอิหร่าน' จะเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญในการหารือระหว่างทรัมป์และสีในการพบกันวันพฤหัสบดีนี้ (24 ก.ย.)
จีนมีจุดยืนที่สม่ำเสมอมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นสงครามอิหร่านเมื่อเจ็ดเดือนก่อน โดยได้ประณามการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน รวมถึงประณามมาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐฯ มีต่ออิหร่าน ในขณะเดียวกันก็ได้เรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้มีการยุติสงครามและกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
จนถึงขณะนี้จีนยังสามารถรับมือกับผลกระทบจากสงครามอิหร่านได้ค่อนข้างดี เนื่องจากมีปริมาณน้ำมันสำรองมหาศาลและมียุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน
อันเดรีย กีเซลลี ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนและตะวันออกกลางจากมหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ มองว่า จีนยังสามารถรับมือกับภาวะนี้ต่อไปได้อีก แต่จะต้องเผชิญกับต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
แต่เขาก็มองว่าจีนจะต้องสร้างสมดุลระหว่างความอยากจะให้สงครามยุติลง กับลำดับความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์อื่น ๆ
"จีนไม่อยากให้ความขัดแย้งนี้กลายเป็นเรื่องที่กระทบต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ" แต่จีนก็จะ "ไม่บั่นทอนความต้องการและข้อเรียกร้องหลักของอิหร่าน" ดร.กีเซลลี กล่าวเสริม
"โดยทั่วไป อิหร่านและจีนมีท่าทีที่สอดคล้องกัน พวกเขามองว่าการกระทำที่รุกรานของสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นสาเหตุที่ทำให้ความขัดแย้งครั้งนี้ปะทุขึ้นและดำเนินต่อมาจนถึงตอนนี้" เขาอธิบาย
พลังงานและเศรษฐกิจ
ฮามิเดรซา อาซิซี จากกลุ่มวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ (International Crisis Group) มองว่า จีนกำลัง "ได้รับผลกระทบจากสงครามที่ยังดำเนินต่อ" จากการที่ประเทศเป็นผู้บริโภคพลังงาน
น้ำมันคิดเป็นประมาณหนึ่งในห้าของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของจีน แต่กว่า 70% ของน้ำมันดังกล่าวมาจากการนำเข้า ตามรายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (US Energy Information Administration) ในปี 2025
ในปีที่แล้ว จีนนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านประมาณ 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นเพียง 12% ของน้ำมันดิบทั้งหมดที่จีนนำเข้ามา ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าการนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งหมด ซึ่งอยู่ที่ 42% อยู่มาก
ที่ผ่านมาจีนสามารถทดแทนน้ำมันส่วนที่ขาดหายไปจากอิหร่านและประเทศผู้ผลิตน้ำมันอื่น ๆ ในอ่าวเปอร์เซียได้ จากการเปลี่ยนไปนำเข้าจากรัสเซีย บราซิล และผู้ส่งออกรายอื่น ๆ ทว่าการจะทดแทนก๊าซที่จีนซื้อจากภูมิภาคดังกล่าวคือเรื่องที่ยากกว่ามาก

ที่มาของภาพ, Reuters
การมีคลังน้ำมันสำรองปริมาณมหาศาล ช่วยให้จีนสามารถรองรับแรงกระแทกด้านพลังงานที่เกิดจากสงครามได้ โดยตัวเลขชัดเจนว่ามีเท่าไหร่ยังคงเป็นความลับของรัฐ แต่มีการประเมินว่าอยู่ที่ระหว่าง 1,000 - 1,400 ล้านบาร์เรลในปี 2025
เอริกา ดาวน์ส นักวิจัยด้านพลังงานจีนจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในสหรัฐฯ กล่าวว่า "หากจีนเริ่มต้นสงครามด้วยน้ำมันสำรองราว 1,400 ล้านบาร์เรล มันจะเพียงพอทดแทนการนำเข้าจากตะวันออกกลางได้ 254 วัน เมื่อเทียบสถิติปี 2025"
เธอกล่าวเสริมด้วยว่า ปริมาณน้ำมันสำรองของจีนยังมีแนวโน้มที่จะใช้ทดแทนได้นานกว่านั้น เนื่องจากยังคงมีการนำเข้าน้ำมันบางส่วนจากตะวันออกกลางแม้ในช่วงสงคราม
อย่างไรก็ดี รายงานของไคลด์ รัสเซลล์ คอลัมนิสต์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ประจำภูมิภาคเอเชีย ของสำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่า จีนจำเป็นต้องดึงน้ำมันจากคลังสำรองออกมาใช้ในช่วงสามในสี่เดือนที่ผ่านมา รวมถึงในเดือน ส.ค. นี้
"รัฐบาลจีนน่าจะอยากยุติการต้องใช้น้ำมันสำรองในคลังให้ได้เร็วหน่อยก็ดี เพื่อจะได้ยังมีเบาะที่ใหญ่พอเผื่อรองรับสถานการณ์" ดร.ดาวน์ส กล่าว
และหากกลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เพิ่มการโจมตีซาอุดีอาระเบีย และควบคุมช่องแคบบาบ เอล-มันเดบ (Bab al-Mandab) อย่างเข้มข้นขึ้น ตลาดพลังงานโลกก็อาจผันผวนขึ้นไปอีก
ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากสงครามอิหร่านอาจถึงขั้นไปกระตุ้นให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะเป็นข่าวร้ายสำหรับเศรษฐกิจของจีนที่พึ่งพาการส่งออก
ตั้งแต่ปี 2019 การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลง โดยประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลกแห่งนี้ กำลังเผชิญกับวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ ความตึงเครียดทางการค้ากับตะวันตก และหนี้ของหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นที่เพิ่มมากขึ้น
ปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้นทำให้ตัวเลขการส่งออกสุทธิเมื่อปีที่แล้ว คิดเป็น 32.7% ของการเติบโตของจีดีพี ซึ่งนับเป็นอัตราสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1997 จากข้อมูลของศูนย์ศึกษาด้านยุทธศาสตร์และกิจการระหว่างประเทศ (Center for Strategic and International Studies) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยการส่งออกได้กลายเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อการบริโภคภายในประเทศยังคงซบเซา
มาตรการคว่ำบาตร การปิดล้อมทางทะเล และการเจรจาต่อรอง
ในขณะที่สงครามเข้าสู่ภาวะชะงักงัน รัฐบาลทรัมป์ยังคงเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อทางการอิหร่าน โดยสหรัฐฯ ได้เตือนว่า บริษัท ธนาคาร และประเทศต่าง ๆ ที่สนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอิหร่าน อาจต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรแบบทุติยภูมิ (secondary sanction) หรือมาตรการคว่ำบาตรที่ดำเนินการโดยอ้อม
จนถึงขณะนี้ สหรัฐฯ ยังคงเลี่ยงไม่ใช้มาตรการดังกล่าวต่อธนาคารสำคัญ ๆ ของจีน แม้ว่าจะคว่ำบาตรบริษัทและหน่วยงานของจีนแล้วหลายแห่ง โดยท่าทีระมัดระวังนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ และจีน ยังคงมีความตึงเครียดทางการค้าอยู่ในระดับสูง
รัฐบาลจีนไม่ได้ออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะว่าเห็นพ้องต่อคำขอของทางการสหรัฐฯ ที่ขอให้จีนมาเข้าร่วมมาตรการทางการเงินต่ออิหร่าน โดยพวกเขาคัดค้าน "การคว่ำบาตรฝ่ายเดียว ซึ่งผิดกฎหมาย" และแย้งว่าความร่วมมือระหว่างจีนกับอิหร่านอยู่ในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ

ที่มาของภาพ, Handout/Houthi Military Media Centre via EPA
อาซิซี นักวิเคราะห์อิหร่าน มองว่า จีนมีแนวโน้มที่จะไม่ยอมถอยจากการซื้อน้ำมันอิหร่านตามแรงกดดันของสหรัฐฯ โดยเขาบอกว่า "จีนไม่อยากสร้างบรรทัดฐานที่ว่า สหรัฐฯ สามารถใช้แรงกดดันบีบบังคับให้บริษัทและธนาคารต่าง ๆ ของจีนปฏิบัติตามนโยบายของตนได้"
ทว่าการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ก็ได้จำกัดความสามารถของอิหร่านในการส่งมอบน้ำมันให้กับจีนในระดับขั้นรุนแรง
ในเดือน มี.ค. อิหร่านส่งออกน้ำมันวันละ 2 ล้านบาร์เรล แต่ในเดือน ส.ค. ตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือระหว่าง 220,000 - 255,000 บาร์เรลต่อวัน และตั้งแต่ที่สหรัฐฯ กลับมาปิดล้อมทางทะเลอีกครั้งเมื่อวันที่ 14 ก.ค. ก็ไม่มีการขนส่งน้ำมันดิบจากอิหร่านเที่ยวใดที่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซและไปถึงจีนได้สำเร็จ ตามการรายงานของรอยเตอร์
โมฮัมหมัด กาเอดี ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านจากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ในสหรัฐฯ ประเมินว่า หากการปิดล้อมยังคงดำเนินต่อไป การค้าระหว่างอิหร่านกับจีนจะถูกจำกัดอยู่บนเส้นทางภาคพื้นดินมากขึ้น ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าและมีศักยภาพรองรับการส่งออกได้น้อยกว่าการขนส่งทางทะเลมาก
ความปรารถนาของจีนในการลดผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน ไม่ได้หมายความว่าจีนมีความสามารถ หรือเต็มใจที่จะท้าทายการปิดล้อมทางทะเล
การฝ่าฝืนการปิดล้อมนี้อาจทำให้จีนต้องเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ ในอีกระดับ และยังไม่มีสัญญาณใดบ่งชี้ว่าผู้นำจีนพร้อมจะยอมรับต้นทุนดังกล่าว
ดร.กีเซลลี กล่าวว่า จีนได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า "ต้องการให้สงครามยุติลงผ่านการเจรจา" และเสริมว่าจีนมีแนวโน้มจะยับยั้งอิหร่านไม่ให้ยกระดับความขัดแย้ง
"จีนสามารถ และอาจช่วยให้การเจรจากลับมาเริ่มต้นได้อีกครั้ง จีนอาจถึงขั้นผลักดันให้อิหร่านยอมประนีประนอมในบางเรื่อง ซึ่งอาจช่วยให้ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างชัยชนะบางรูปแบบได้ และใช้สิ่งนั้นเป็นข้ออ้างในการยุติสงคราม"
แต่เขาก็มองว่าจีนจะผลักดันให้ข้อตกลงดังกล่าว มีสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมสำหรับชาติพันธมิตรของจีนเองด้วย อาทิ การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร การเข้าถึงเงินทุนที่ถูกอายัด และการยุติการโจมตีทางทหาร
ภาพปกโดย เรเอส ฮุสเซน































