วิโรจน์ยืนยันกลางศาล "ไม่มีเจตนาล้มล้างการปกครอง-นำพาทุกข้อทักท้วง" ระหว่างไต่สวน "คดี 44 สส."

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้คัดค้านที่ 21
คำบรรยายภาพ, "มันอยู่ที่ความพร้อม คงไม่ได้เป็นเรื่องของแทคติก" วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้คัดค้านที่ 21 เปิดใจกับผู้สื่อข่าวภายหลังขึ้นเบิกความเป็นคนแรกในหมู่ผู้คัดค้านทั้ง 44 คน
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 11 นาที

ทนายความจากพรรคสีส้มเตรียมส่งนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ "ส.ศิวรักษ์" ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณราชประเพณีขึ้นเบิกความต่อศาลฎีกาในการไต่สวนนัดถัดไป 17 พ.ย. ขณะที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้คัดค้านคนแรกที่ขึ้นเบิกความ จับปฏิกิริยาของศาลแล้ว "รู้สึกดีมาก ๆ ที่ศาลรับฟัง-ศาลสบตา"

วันนี้ (3 พ.ย.) ศาลฎีกาไต่สวนคดีหมายเลขดำ คมจ.1/2569 หรือที่ถูกเรียกขานว่า "คดี 44 สส." นัดที่ 5 ซึ่งเป็นการไต่สวนพยานฝ่ายผู้คัดค้านเป็นครั้งแรก โดยมี ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาญาและกฎหมายสิทธิมนุษยชน ขึ้นเบิกความเป็นปากแรก

ส่วนอีกคนคือ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ 2 สมัย สังกัด 3 พรรคการเมือง ซึ่งได้รับการขนานนามจากเพื่อนร่วมพรรคว่า "มีดีเอ็นเอพรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกล/ประชาชน" ขึ้นเบิกความเป็นปากที่ 2 แต่ถือเป็นคนแรกในกลุ่มผู้คัดค้าน 44 คนที่มาเบิกความแก้ข้อกล่าวหาในชั้นศาล เช่นเดียวกับที่นายวิโรจน์เคยเป็นผู้ถูกกล่าวหาคนแรกที่ไปให้การในชั้นไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

"คงไม่ได้เป็นเรื่องของแทคติกอะไรหรอก เป็นเรื่องของความพร้อม แล้วผมคิดว่าผมอยู่ในการประชุมกับเพื่อนมาโดยตลอด ผมเห็นความมีเจตนาที่ดี ดังนั้นเวลาพวกผมถูกกล่าวหาว่ามีเจตนาร้าย ผมเป็นคนที่รู้สึกถอนหายใจแรงที่สุด เพราะว่า การถกเถียงท่ามกลางความเห็นต่าง ผมรู้ดีที่สุดว่าข้อเสนออาจจะแตกต่างกัน เห็นไม่ตรงกัน เห็นตรงกันบ้าง แต่ทุกคนเจตนาดี ดังนั้นพอถูกกล่าวหาว่าพวกเรามีเจตนาร้าย ผมจะรู้สึกว่าผมอยากจะมีโอกาสได้ชี้แจง ในส่วนของผมนะ ผมดีใจที่ผมเป็นปากแรก คือจะได้ชี้แจงเจตนาที่ดี" นายวิโรจน์กล่าวภายหลังออกจากห้องพิจารณาคดี

"นักการเมืองฝีปากกล้า" วัย 48 ปีผู้นี้ มีชะตากรรมร่วมกับเพื่อนร่วมพรรคอีก 43 คน โดยเขาตกเป็นผู้คัดค้านที่ 21 ในคดี ป.ป.ช. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ขอให้พิจารณาวินิจฉัยว่า 44 สส. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) กระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ มาตรา 112) เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2564

หากศาลพิพากษาว่าอดีต 44 สส. ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงจริง พวกเขาจะถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต

ศาลกำหนดวันไต่สวนพยานฝ่ายผู้คัดค้านไว้ทั้งสิ้น 13 นัด (พ.ย. 2569 - มี.ค. 2570) หลังเปิดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องไป 4 นัดก่อนหน้านี้ (ส.ค.-ต.ค.)
คำบรรยายภาพ, ศาลกำหนดวันไต่สวนพยานฝ่ายผู้คัดค้านไว้ทั้งสิ้น 13 นัด (พ.ย. 2569 - มี.ค. 2570) หลังเปิดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องไป 4 นัดก่อนหน้านี้ (ส.ค.-ต.ค.)

ในระหว่างให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน นายวิโรจน์ปฏิเสธว่า การดำเนินการในเรื่องนี้ไม่ใช่ "ทำเอาสนุก" หรือ "ทำแบบสุกเอาเผากิน" เพราะมีการประชุมทบทวนกันหลายครั้ง วันนี้ถือว่าได้เล่าให้ศาลฟัง 2 ข้อหลักซึ่งสำคัญมากคือ 1. มีเจตนาที่ดีแน่ ๆ และ 2. พยายามทำอย่างรอบคอบที่สุด ไม่ใช่ใครทักท้วงมาก็มิได้นำพา

ก่อนมาขึ้นศาล นายวิโรจน์เปิดเผยว่า "ไม่ต้องซ้อมเลย" เพราะมันอยู่ตั้งแต่วันแรกที่ดำเนินการจนถึงวันนี้ และวันนี้ "รู้สึกสบายใจมาก"

"ปกติผมเวลาผมพูดอะไร ผมก็มักจะสบตาผู้ฟังด้วย ผมก็จับปฏิกิริยาของศาล ผมรู้สึกดีมาก ๆ ที่รู้สึกว่าศาลท่านรับฟัง แล้วคำถามที่ศาลท่านถาม ก็เป็นคำถามที่ศาลท่านอยากทราบ ก็เปิดโอกาสให้ผมได้เล่าถึงเจตนาที่ดี แล้วศาลท่านก็สบตา ศาลท่านก็พยักหน้า ก็คือท่านก็รับฟังครับ" นายวิโรจน์บอกเล่าความรู้สึก

ศาลฎีกาใช้เวลา 1 ชม. 20 นาทีในการไต่สวนนัดนี้ โดยไม่มีอดีต สส. พรรค ก.ก. ที่เป็นตัวความคนอื่น ๆ เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีแบบในคราวไต่สวนพยานฝ่าย ป.ป.ช. 4 นัดก่อนหน้านี้

บีบีซีไทยสรุปประเด็นสำคัญจากการเบิกความของพยานฝ่ายอดีต สส.ก้าวไกล นัดแรกเอาไว้ ดังนี้

วิโรจน์ยืนยันแก้ ม.112 ด้วยเจตนาสุจริต-ทำตามรายงาน คอป.

นายวิโรจน์ เป็น 1 ใน 44 สส. ที่ร่วมลงชื่อในญัตติเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งยื่นต่อสภาเมื่อ 10 ก.พ. 2564 เขายืนยันกลางศาลว่า "ไม่มีเจตนาล้มล้างการปกครองเลย" และมี "เจตนาโดยสุจริตใจจริง ๆ" ที่จะหาทางออกให้แก่บ้านเมือง นำความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในสังคม ณ เวลานั้นมาหาทางออกในสภา ไม่เช่นนั้นอาจเกิดการ "ต่อสู้ รบพุ่ง เป็นบาดแผลร้าวลึกในสังคมไทย"

ตลอดเวลา 43 นาทีที่เบิกความ นายวิโรจน์หยิบยกเนื้อหาของรายงานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มี ศ.ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน ซึ่งเผยแพร่เนื้อหาโดยสรุปเมื่อปี 2554 และเนื้อหาฉบับสมบูรณ์ปี 2555 มาอ้างอิงถึงหลายช่วง และย้ำหลายครั้งว่า สส. พรรค ก.ก. มีเจตนาไม่ต่างจาก คอป. ที่หวังดีต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงเสนอแก้ไขมาตรา 112 เพราะยึดมั่นในรายงาน คอป. ที่ชี้ประเด็นเรื่องบทลงโทษสูงเกินไป ไม่ได้สัดส่วนกับความผิด, จำกัดการใช้ดุลพินิจของผู้พิพากษาในการกำหนดโทษให้เหมาะสมกับความผิด, และมีการนำมาตรา 112 มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายผู้เห็นต่าง อีกทั้ง คอป. ยังเรียกร้องให้รัฐบาล รัฐสภา ฝ่ายค้าน และกลุ่มการเมือง "แสดงความกล้าหาญทางการเมือง" โดยร่วมกันเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา

นายวิโรจน์ ในฐานะผู้คัดค้านที่ 21 กล่าวต่อว่า เมื่อสิ่งที่ คอป. กังวลในปี 2554-2555 ปรากฏแล้ว ในฐานะผู้แทนราษฎรจึงไม่อาจนิ่งเฉยได้ พรรคจึงหารือกันว่าจะคลี่คลายเรื่องดังกล่าวอย่างไร โดยมีการรับฟังความเห็นจากนักวิชาการเพิ่มเติม, ไปหาเอกสารทางวิชาการมาอ้างอิง, ค้นคว้าประวัติศาสตร์มาตรา 112 ของชาติไทย, และค้นพบว่าเมื่อเสนอร่างกฎหมายเข้าสภาแล้ว ยังมีโอกาสได้แก้ไขได้โดยกระบวนการนิติบัญญัติ

สำหรับ คอป. แต่งตั้งโดยรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ภายหลังเกิดเหตุสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงกลางกรุงเทพฯ เมื่อปี 2553

การเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ของ สส.ก้าวไกล และใช้เป็นนโยบายหาเสียงในปี 2566 เป็นเหตุที่ทำให้นักร้องเรียนทางการเมืองยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย "คดีล้มล้างการปกครอง" และกลายเป็นเชื้อมูลให้ กกต. ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคหลังจากนั้น
คำบรรยายภาพ, การเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ของ สส. ก้าวไกล และใช้เป็นนโยบายหาเสียงในปี 2566 เป็นเหตุที่ทำให้นักร้องเรียนทางการเมืองยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย "คดีล้มล้างการปกครอง" และกลายเป็นเชื้อมูลให้ กกต. ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคหลังจากนั้น

ประเด็นสำคัญที่ได้จากการไต่สวนพยานปากนี้ ได้แก่

  • การชี้แจงขั้นตอนและแนวปฏิบัติของพรรค ก.ก. ในการเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งใช้ที่ประชุม สส. ประจำสัปดาห์ในการหารือ กลั่นกรอง ทักท้วง ถกเถียง และคลี่คลายความกังวลใจของเพื่อนสมาชิก เพราะไม่ได้เห็นไปในทิศทางเดียวกันหมด ซึ่งมีการประชุมกันหลายครั้ง ก่อนลงมติ แล้วยื่นร่างต่อสภา
  • การรับรู้ข้อทักท้วงจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สผ.) ที่มีต่อร่างแก้ไขมาตรา 112 หลังพบ "ข้อบกพร่อง" ทั้งเรื่อง "รูปแบบ" และ "เนื้อหา" ที่อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ซึ่งนายวิโรจน์ระบุว่าที่ประชุม สส. ของพรรค ก.ก. ได้หารือกัน สอบถามความคิดเห็นของนักวิชาการด้านกฎหมาย และมีข้อสรุปร่วมกันว่าการวินิจฉัยว่าร่างกฎหมายใดมีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่อยู่ในอำนาจของ สผ. แต่เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมยืนยันว่า "ทุกข้อทักท้วงที่มีมา ถูกพิจารณาจากที่ประชุม สส. ไม่ใช่ว่าเราไม่นำพา"
  • หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยคดีชุมนุม 10 ส.ค. 2563 เป็นการกระทำล้มล้างการปกครอง พรรคก็ไม่มีการดำเนินการใด ๆ กับร่างแก้ไขมาตรา 112 อีก นายวิโรจน์เปิดเผยว่ามีการพูดคุยกันในพรรคว่า "ต้องเคารพศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเราบอกว่าผู้มีอำนาจวินิจฉัยคือศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องน้อมรับ"
ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้อง "คดี 44 สส." เอาไว้พิจารณาวินิจฉัยเมื่อ 24 เม.ย. โดยไม่ได้มีคำสั่งให้ 10 สส. ซึ่งปัจจุบันสังกัดพรรคประชาชนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
คำบรรยายภาพ, ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้อง "คดี 44 สส." เอาไว้พิจารณาวินิจฉัยเมื่อ 24 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยไม่ได้มีคำสั่งให้ 10 สส. ซึ่งปัจจุบันสังกัดพรรคประชาชนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

ขณะเกิดเหตุ นายวิโรจน์เป็น สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรค ก.ก. ซึ่งเขายอมรับข้อเท็จจริงใน 2 ประเด็นคือ เขาเคยไปร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมทางการเมือง แต่ไม่เคยขึ้นเวทีปราศรัย และเขาเคยสอบถาม สส. ร่วมพรรคที่ไม่ร่วมชื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ว่า "แน่ใจหรือว่าจะไม่ร่วมลงชื่อ" ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นการตัดพ้อระหว่างเพื่อนร่วมงาน ในฐานะคนที่ต้องแบกรับหน้าที่ในการตอบคำถามสื่อมวลชน แต่ยืนยืนว่าตำแหน่งโฆษกพรรคไม่ได้อยู่ในโครงสร้างกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) จึงไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษหรือพิจารณาว่าจะส่งใครลงสมัคร สส. หรือไม่

ด้านผู้ว่าคดีของ ป.ป.ช. หยิบยกเอกสารบันทึกถ้อยคำของนายวิโรจน์ที่ให้ไว้ต่อศาลก่อนหน้านี้ โดยระบุตอนหนึ่งว่า "ลงลายมือชื่อตามมติของที่ประชุม สส. โดยไม่ได้เห็นด้วยทุกประเด็น" มาซักถามเพิ่มเติมว่าไม่เห็นด้วยในประเด็นใด และถูกมติพรรคบังคับให้ลงชื่อใช่หรือไม่ จึงเป็นอีกครั้งที่นายวิโรจน์อธิบายขั้นตอนการทำงานภายในพรรคสีส้ม โดยมี กก.บห. ทำหน้าที่ทางธุรการ ในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ไม่มีการเอาความคิดเห็นใครเป็นใหญ่ และส่วนตัวก็ไม่ได้ถูกบังคับให้เซ็นชื่อ แต่เคารพมติพรรค

รณกรณ์มองผ่านมุมนัก กม. สิทธิฯ การระวางโทษต้องได้สัดส่วนกับความผิด

ผศ.ดร.รณกรณ์ เคยเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิติศาสตร์ของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2567 โดยศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นักวิชาการ 4 คนจัดทำบันทึกถ้อยคำส่งต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาคดีที่พรรค ก.ก. เสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 เข้าสู่การพิจารณาของสภาเมื่อปี 2564 และใช้เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2566 หรือที่รู้จักในชื่อ "คดีล้มล้างการปกครอง" ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49

คำเบิกความในศาลฎีกา "คดี 44 สส." ของ ผศ.ดร.รณกรณ์ เป็นไปในแนวทางเดียวกับบันทึกถ้อยคำที่เขาให้ไว้กับศาลรัฐธรรมนูญใน "คดีล้มล้างการปกครอง" จำนวน 25 หน้า โดยเขาได้สรุปกฎหมายหมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือกฎหมายที่ใช้คุ้มครองประมุขแห่งรัฐ (lèse-majesté) ของประเทศต่าง ๆ ซึ่งมีการกำหนดความผิดอาญา เรื่องการดูหมิ่น หมิ่นประมาท และอาฆาตมาดร้ายประมุขแห่งรัฐไว้แตกต่างกัน

ทนายฝ่ายผู้คัดค้านได้ซักถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การแก้ไขมาตรา 112 ในไทย และสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศที่ไม่มีกฎหมายคุ้มครองเฉพาะ กล่าวคือให้ความคุ้มครองประมุขแห่งรัฐเท่ากับบุคคลทั่วไป เช่น อังกฤษ และญี่ปุ่น

ขณะที่ผู้ว่าคดีของ ป.ป.ช. ในฐานะผู้ร้องขอให้พยานปากนี้แสดงความเห็นเพิ่มเติม กรณีที่เขาทำความเห็นว่าเห็นด้วยกับการแก้ไขประเด็นการระวางโทษให้ได้สัดส่วนกับความผิด โดยถามว่าร่างแก้ไขมาตรา 112 ของพรรค ก.ก. ที่กำหนดให้ความผิดต่อพระมหากษัตริย์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี (จากเดิมระวางโทษจำคุก 3-5 ปี) ถือว่าได้สัดส่วนหรือไม่ ซึ่ง ผศ.ดร.รณกรณ์อธิบายจากมุมมองนักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนว่า เวลาพิจารณาเรื่องนี้จะดูจาก "โทษที่เกินจำเป็น" ไม่ได้ดูจาก "โทษที่ต่ำกว่าความเป็นจริง" ดังนั้นในการเบิกความในฐานะนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนจึงบอกได้เพียงว่าโทษแบบนี้ไม่เกินสิทธิ ส่วนการแก้ไขอย่างไร เป็นแนวนิตินโยบาย

ทั้งผศ.ดร.รณกรณ์และนายวิโรจน์เบิกความเช่นเดียวกันว่า ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกมาตรา 112 แต่เห็นด้วยกับการแก้ไข

ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี คือพยานปากแรกของฝ่ายผู้คัดค้าน ที่ขึ้นเบิกความในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาญาและกฎหมายสิทธิมนุษยชน
คำบรรยายภาพ, ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี คือพยานปากแรกของฝ่ายผู้คัดค้าน ที่ขึ้นเบิกความในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาญาและกฎหมายสิทธิมนุษยชน

ถ้าย้อนไปดูเอกสารบันทึกถ้อยคำของ ผศ.ดร.รณกรณ์ที่ส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญในคดีล้มล้างการปกครอง มีใจความตอนหนึ่งว่า การเสนอให้ยกเลิก มาตรา 112 แม้จะไม่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ แต่ "อาจจะยังไม่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยในปัจจุบันที่มีความผูกพันกับสถาบันฯ อย่างแนบแน่นมาอย่างยาวนาน" อาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดของประชาชนในสังคมอย่างรุนแรง แต่การแก้ไขมาตรา 112 ในบางประเด็น "สามารถทำได้และสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย" พร้อมเสนอประเด็นในการแก้ไข ดังนี้

  • แก้ไขการระวางโทษให้ได้สัดส่วนกับความผิด โดยยกเลิกการกำหนดโทษขั้นต่ำที่เป็นการจำกัดอิสระในการใช้ดุลพินิจของศาลในการกำหนดโทษให้เหมาะสมกับความร้ายแรงของความผิด และโทษขั้นสูงที่อาจไม่ได้สัดส่วนกับความร้ายแรงของความผิด
  • บุคคลที่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 112 มี 4 คนคือ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งการกระทำต่อบุคคลทั้ง 4 ส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐในระดับที่แตกต่างกัน จึงอาจพิจารณากำหนดระวางโทษที่แตกต่างกัน
  • ลักษณะการกระทำตามมาตรา 112 มี 3 แบบคือ การดูหมิ่น หมิ่นประมาท และการแสดงความอาฆาตมาดร้าย ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐแตกต่างกัน จึงอาจกำหนดระวางโทษให้แตกต่างกัน
  • กำหนดข้อยกเว้นความรับผิดสำหรับการหมิ่นประมาทโดยสุจริต เช่น การติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ในทำนองเดียวกับมาตรา 329 (3) แห่งประมวลกฎหมายอาญา

ทนายพรรคส้มส่ง ส.ศิวรักษ์-เบญจา เบิกความนัดต่อไป

ภายหลังเสร็จสิ้นการไต่สวน นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากอดีต สส.ก้าวไกลกลุ่มใหญ่ เปิดเผยว่า การไต่สวนนัดหน้า 17 พ.ย. ฝ่ายผู้คัดค้านเตรียมพยานขึ้นเบิกความอีก 2 ปากคือ น.ส.เบญจา แสงจันทร์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก. ในฐานะผู้คัดค้านที่ 39 และนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือที่รู้จักในชื่อ "ส.ศิวรักษ์" นักเขียน/นักวิชาการอิสระ/นักเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีความรู้เรื่องโบราณราชประเพณีและสถานะของพระมหากษัตริย์ โดยมีการให้ความเห็นทางวิชาการในประเด็นนี้ต่อเนื่องหลายปี

ศาลฎีกากำหนดวันไต่สวนพยานฝ่ายผู้คัดค้านไว้ทั้งสิ้น 13 นัด (พ.ย. 2569 - มี.ค. 2570) โดยทีมทนายความยื่นบัญชีพยานบุคคลไว้ทั้งสิ้น 60 ปาก ซึ่งศาลไม่ได้ตัดพยานปากไหนออกเลย อย่างไรก็ตามศาลกำหนดให้พยานที่เป็นนักวิชาการ 13 คนจัดทำบันทึกถ้อยคำยืนยันความเห็นแล้วส่งศาล แทนการมาเบิกความ ทำให้เกิดคำถามว่า ส.ศิวรักษ์ ได้รับอนุญาตจากศาลให้มาเบิกความด้วยตนเองแล้วหรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายนิธิกล่าวยอมรับว่า มีขั้นตอนว่าให้เสนอความเห็นเข้าไปก่อน ซึ่งต้องรอฟังว่าศาลจะสั่งอย่างไร เพราะอาจมีผู้คัดค้านทั้งไม่ติดใจในการจะซักถาม หรือว่าคัดค้านประเด็นที่พยานเสนอเข้ามา แต่ส่วนตัวเห็นว่าถ้าเป็นไปได้ อยากให้พยานมาเบิกความ เพราะอาจมีประเด็นที่ยังตกหล่น

"การให้ข้อมูลกัน พูดความจริงกัน ให้ข้อเท็จจริงกัน มันก็ควรจะต้องเจอกันต่อหน้า มันน่าจะได้น้ำได้เนื้อ ได้อะไรที่ครบถ้วนมากกว่าการให้ผ่านเอกสารอย่างเดียว" ทนายความจากพรรคสีส้มกล่าวและว่า แต่ว่าสุดท้ายก็แล้วแต่การสั่งของศาล

ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ. 2561 ข้อ 24 ระบุว่า ในกรณีที่ศาลเห็นสมควร ศาลอาจกำหนดให้พยานบุคคลเสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นต่อศาลตามประเด็นที่ศาลกำหนดแทนการมาเบิกความ โดยพยานไม่ต้องมาศาลก็ได้ โดยให้คู่ความที่อ้างพยานนั้นส่งบันทึกถ้อยคำพร้อมสำเนาแก่คู่ความอื่นภายใน 7 วันนับแต่วันทราบคำสั่งศาล และหากคู่ความติดใจคัดค้านข้อเท็จจริงในบันทึกถ้อยคำ ให้ทำคำคัดค้านเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายใน 3 วันนับแต่วันได้รับสำเนาบันทึกถ้อยคำดังกล่าว ศาลอาจนัดให้พยานมาศาลเพื่อตอบข้อซักถามเพิ่มเติมของคู่ความ

นิธิ ละเอียดดี ทนายความของผู้คัดค้านกลุ่มใหญ่ กับวิโรจน์ ลักขณาอดิศร หลังเสร็จสิ้นการไต่สวนพยานฝ่ายผู้คัดค้านนัดแรก 3 พ.ย.
คำบรรยายภาพ, นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความของผู้คัดค้านกลุ่มใหญ่ กับนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร หลังเสร็จสิ้นการไต่สวนพยานฝ่ายผู้คัดค้านนัดแรก 3 พ.ย.

ส่วนกรณีที่อดีต สส.ก้าวไกล ที่ขึ้นเบิกความในฐานะพยานฝ่าย ป.ป.ช. ระบุว่า หากใครไม่เห็นด้วยกับการเสนอร่างกฎหมายที่พรรคจะโฆษณาประชาสัมพันธ์ พรรคจะไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น นายวิโรจน์ รองหัวหน้าพรรค ปชน. ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น พร้อมอธิบายกลไกการทำงานภายในพรรค ก่อนสรุปว่าการถกเถียงกันหรือเห็นไม่ตรงกันก็เป็นเรื่องปกติ แต่สุดท้ายจะมีข้อสรุปที่ทุกคนยอมรับร่วมกันเสมอ

เช่นเดียวกับการนำกองทัพไอโอ หรือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ไปถล่ม สส. ที่ไม่ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ในโลกออนไลน์ ซึ่งนายวิโรจน์บอกว่ามันก็เป็นข้อกล่าวหา กองทัพไอโอ เขาไม่ได้มีหลักฐานนี่ ใครก็พูดได้ เขาสร้างขึ้นมาเองหรือเปล่า เท่าที่จำได้ คนพูดก็ไม่ได้ทักท้วงอะไรในที่ประชุม สส. และวันนี้เขายืนอยู่ฝั่งตรงกันข้าม จะให้เขามาพูดชื่นชมทางฝั่งเสียงมากในพรรคก็ไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นการพูดของเขาจะมีความน่าเชื่อถือเป็นประการใด ก็แล้วแต่วิจารณญาณ แต่ลองดูความเห็นของเขาที่ผ่าน ๆ ตรงกันข้ามกับตนตลอด

สรุปประเด็นสำคัญจากการไต่สวนพยานฝ่าย ป.ป.ช. ในฐานะผู้ร้อง "คดี 44 สส."