"คนจะจมน้ำก็ต้องช่วยขึ้นมาก่อน" กองทุน กยศ. ขาดสภาพคล่องเพราะเหตุใด การอุดหนุนเงินฉุกเฉินใช่ทางออกหรือไม่ ?

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, วศินี พบูประภาพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 10 นาที

ในการแถลงข่าวของคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) พรรคประชาชน (ปชน.) ที่อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา นายพลาธิป พิมพ์สุวรรณ์ ตัวแทนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ หนึ่งในผู้เข้าร่วมการแถลงข่าวระบุว่าผู้กู้ในกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กำลังประสบปัญหาขาดการเข้าถึงเงินกู้ เนื่องจาก กยศ. ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การอนุมัติเงินกู้ใหม่ ส่งผลให้ผู้กู้ยืมเดิมบางรายที่กำลังศึกษาอยู่ถูกเปลี่ยนสถานะเป็นผู้กู้รายใหม่และถูกจัดสรรสิทธิไปอยู่ในลำดับท้าย

ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2569 กยศ. ออกประกาศปรับเกณฑ์เงินกู้เป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ผู้เรียนสาขาความต้องการหลัก และผู้เรียนสาขาขาดแคลน/ส่งเสริมพิเศษ โดยใช้ระบบจัดสรรลำดับความสำคัญ พร้อมกำหนดนิยามผู้กู้รายใหม่ครอบคลุมผู้เปลี่ยนระดับหรือสถานศึกษาที่ต้องผ่านระบบการคัดกรองก่อนการอนุมัติ ต่างจากเดิมที่เคยนับเป็นผู้กู้รายเดิม

เอกสารระบุว่าการปรับเกณฑ์ดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณ เพิ่มประสิทธิภาพ กระจายโอกาสให้ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ และพัฒนาทักษะแรงงานให้ตอบตลาดงาน

"ผมได้ทำแบบสำรวจ เปิด [ให้ผู้ได้รับผลกระทบแสดงความคิดเห็น] ประมาณอาทิตย์นึง ได้ผู้เดือดร้อนมาประมาณ 1,600 กว่าคน 45% บอกว่าถ้าไม่ได้รับจัดสรรโควตาในการเรียนในปีนี้ เขาจะต้องลาออก ซิ่ว [สละสิทธิ์เพื่อสอบใหม่] หรือดร็อปเรียน [พักการเรียน] ซึ่งมันเป็นปัญหามากครับ" พลาธิปกล่าว

จากเสียงสะท้อนของนักศึกษาผู้กู้ กยศ. ที่ถูกปรับให้ใช้เกณฑ์ใหม่อันเนื่องมาจากข้อจำกัดของงบประมาณ ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า กยศ. เกิดปัญหาสภาพคล่องจริง โดยเงินในกองทุนมีจำนวนน้อยลง แต่จำนวนผู้ต้องการกู้ไม่ได้ลดลงตามไปด้วยจนเกิดปัญหาความไม่เพียงพอ

"ถ้าจะบอกว่า 'ถังแตก' ในความหมายว่ากองทุนไม่สามารถดำเนินงานต่อไปได้ หรือกำลังจะล้มละลายนั้น ผมมองว่ายังไม่ถึงจุดนั้น เพียงแต่ในขณะนี้ฐานะทางการเงินของ กยศ. ยังไม่เข้มแข็งเพียงพอที่จะให้ความช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายได้อย่างครอบคลุมเหมือนในอดีต" ผศ.ดร.เกียรติอนันต์กล่าว

ข้อมูลจากรายงานประจำปีของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งมีการเผยแพร่จนถึงปี 2567 ชี้ว่า ตั้งแต่ปี 2560 ตัวเลขกำไร (ขาดทุน) สุทธิของกองทุนมีสถานะเป็นบวกมาโดยตลอด จนกระทั่งในปี 2565 ตัวเลขทั้งสองรายการนี้ได้พลิกกลับมาติดลบเป็นครั้งแรก และติดลบอย่างต่อเนื่องในปี 2566-2567 โดยรายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายสะสม ณ วันที่ 30 ก.ย. 2567 มียอดติดลบสะสมที่ประมาณ 1.26 แสนล้านบาท

น.ส.รักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรค ปชน. อภิปรายระหว่างตั้งกระทู้ถามสดในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 17 ก.ย. ที่ผ่านมาว่าในปีงบประมาณ 2569 กยศ. มีรายรับ-รายจ่ายสุทธิติดลบราว 1.3 หมื่นล้านบาท พร้อมเรียกร้องให้นำงบที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประ มาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ปรับลดได้มาแปรญัตติเพิ่มให้ กยศ. อย่างน้อย 2,000-3,000 ล้านบาทเพื่อป้องกันวิกฤตขาดสภาพคล่องในปีงบประมาณถัดไป

ขณะที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงในวาระเดียวกันว่า กยศ. เป็นกองทุนหมุนเวียนที่ต้องอาศัยเงินชำระคืนจากผู้กู้เป็นหลัก จึงควรเน้นการติดตามทวงหนี้จากลูกหนี้

"ถ้าหากว่าเอา [งบประมาณ] รัฐบาลเติมลงไป เติมลงไปเรื่อย ๆ เท่าไรก็ไม่พอ" เขาระบุ

บีบีซีไทยสนทนากับนักเศรษฐศาสตร์สามคน เพื่อวิเคราะห์ที่มาที่ไปของการขาดสภาพคล่องครั้งนี้ รวมถึงสำรวจความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหา และมองอนาคตว่ากองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาของไทยจะมีความยั่งยืนได้อย่างไร

ออกแบบมาดี แต่ใช้ผิดวิธี ?

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ บอกกับบีบีซีไทยว่าการจะเข้าใจปัญหาของ กยศ. นั้นต้องเข้าใจตรรกะเบื้องหลังการออกแบบกองทุนนี้เสียก่อน กยศ. ถูกออกแบบโดยตั้งสมมติฐานว่าผู้กู้จะสำเร็จการศึกษาและมีรายได้เพียงพอตามมาตรฐานการดำรงชีพแล้วจึงกำหนดภาระผ่อนชำระให้ไม่เกิน 8-12% ของรายได้ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานด้านเงินกู้ยืมทางการศึกษาของธนาคารโลก (World Bank) แต่ในทางปฏิบัติเมื่อมีการตั้งกองทุนขึ้นมา มหาวิทยาลัยในไทยได้เร่งขยายการรับนักศึกษาในสายสังคมศาสตร์เพื่อดึงรายได้จากค่าเทอม

"เราจะเห็นแล้วว่าจำนวนเด็ก...ที่เรียนต่อมหาวิทยาลัยพุ่งขึ้นเร็วมากแล้วมันพุ่งขึ้นในสายมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ เพราะว่าสายเหล่านี้เพิ่มอาจารย์ง่าย เพิ่มที่นั่งเร็ว... เขาก็เลยเร่งเปิดสายพวกนี้เยอะมาก" อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มธ.ระบุ พร้อมชี้ว่าปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้บัณฑิตที่จบมาล้นตลาด ได้รับเงินเดือนต่ำ และไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ กยศ. ได้ตามเกณฑ์

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ อธิบายต่อไปว่า เมื่อมีผู้กู้บางส่วนเริ่มจ่ายไม่ไหวก็ก่อให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบทำให้ผู้กู้รายอื่นจงใจไม่ชำระหนี้ตามไปด้วย ประกอบกับโครงสร้างแรงงานไทยกว่าครึ่งอยู่นอกระบบ ทำให้ไม่สามารถใช้กลไกหักเงินเดือนแบบครอบคลุมเหมือนในต่างประเทศได้

"ทุกอย่างที่ออกแบบไว้อย่างดี แต่มันถูกกลไกพวกนี้ทำลายหมด จนกระทั่งวันนี้มันเลยกลายเป็นปัญหาที่จะมาแก้ปลายทางยังไงก็ยาก เพราะว่าเรากลัดกระดุมเม็ดแรก ไม่ตรงกับที่ช่างที่ตัดเสื้อบอกให้กลัดตั้งแต่แรก" ผศ.ดร.เกียรติอนันต์กล่าว

เงื่อนไขดอกเบี้ยและการผ่อนชำระที่แก้ใหม่เมื่อปี 2566 ซ้ำเติมปัญหาเดิมให้แย่ลง

บีบีซีไทยสัมภาษณ์นักวิชาการอีก 2 ราย ได้แก่ นายณัฐสิฏ รักษ์เกียรติวงศ์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และ รศ.ดร.วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองมีความเห็นตรงกันว่าปัญหาสภาพคล่องของกองทุน กยศ. ยังเป็นผลกระทบมาจาก การแก้ไขกฎหมาย กยศ. ในช่วงปี 2565-2566

การแก้ไขดังกล่าวนำมาสู่การออกกฎหมาย พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค. 2566 กฎหมายฉบับนี้มีสาระสำคัญในการปรับปรุงกลไกชำระเงิน ด้วยการกำหนดเพดานดอกเบี้ยไม่เกิน 1% และเบี้ยปรับไม่เกิน 0.5% ต่อปี พร้อมยกเลิกข้อกำหนดเรื่องผู้ค้ำประกันและเงื่อนไขผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการปรับปรุงกลไกชำระเงินและเพดานดอกเบี้ยตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ส่งผลต่อแนวโน้มการจ่ายคืนหนี้ของผู้กู้นับจากนั้นเป็นต้นมา

"ช่วงปี 2561ที่ผมเข้าไปช่วย กยศ. แรก ๆ ผมไม่เคยต้องลำบากใจเลยว่าเด็กจะได้กู้หรือเปล่า เพราะมันมีพอให้ทุกคนกู้" ณัฐสิฏเล่าย้อนอดีตระหว่างให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย "หลังจากเปลี่ยนกฎนี้ [ตาม พ.ร.บ. กยศ. ปี 2566] อัตราการจ่ายคืนมันฮวบเลย" นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอกล่าว

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

นักวิจัยจากทีดีอาร์ไออธิบายว่าการกำหนดเพดานดอกเบี้ยส่งผลต่อเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมในการชำระหนี้ "สมมติผมมีหนี้อยู่ 2 ก้อน เรียนจบออกมา ก้อนหนึ่งเป็นหนี้บัตรเครดิต ดอกเบี้ย 17% อีกก้อนเป็นหนี้ กยศ. ที่ดอกเบี้ยแค่ 1% แน่นอนว่าผมก็ต้องทิ้ง กยศ. ไว้ก่อน แล้วเอาเงินไปจ่ายหนี้อย่างอื่นก่อน"

รศ.ดร.วรรณพงษ์ มีความเห็นในทิศทางเดียวกัน โดยชี้ว่าการที่มาตรา 44/1 (3) ของกฎหมายที่มีการแก้ไขกำหนดให้หักเงินต้นก่อนดอกเบี้ยหรือเบี้ยปรับก็ทำให้พฤติกรรมลูกหนี้เปลี่ยนด้วย

"พอผู้กู้รู้แล้วว่าการชำระหนี้จะไปหักต้นก่อน เขาก็จะจ่ายน้อยลงเพื่อให้ต้นลด ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องที่เกินความคิดแต่อย่างใด หากภาครัฐมีการศึกษาทดลองเชิงพฤติกรรมของผู้กู้ เรื่องพวกนี้ก็คงจะปรากฏให้เห็นก่อนการดำเนินการปรับปรุงกฎระเบียบ กยศ." รศ.ดร.วรรณพงษ์กล่าว

อาจารย์เศรษฐศาสตร์จาก ม.รามคำแหง อธิบายต่อไปว่า แม้การแก้ไขกฎหมายจะมีเจตนาเพื่อช่วยเหลือผู้กู้ แต่ผลทางอ้อมคือทำให้รายได้จากดอกเบี้ยซึ่งเปรียบเสมือนกำไรหมุนเวียนของกองทุนหายไปด้วย กระแสเงินสดจึงลดลงอย่างต่อเนื่องดังที่เห็นในปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติม

แนวทางแก้ระยะสั้น: การจัดสรรงบประมาณเพื่อบรรเทาปัญหาสภาพคล่อง

ปีงบประมาณ 2568 นับเป็นครั้งแรกที่กองทุน กยศ. เสนอของบประมาณอุดหนุนจากรัฐบาลจำนวน 19,000 ล้านบาท โดยได้รับการจัดสรรเบื้องต้นที่ 4,572 ล้านบาท ก่อนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีมติเมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2568 อนุมัติงบกลางเพิ่มเติมให้อีก 2,838.65 ล้านบาท ขณะที่ในปีงบประมาณ 2569 กองทุน กยศ. ได้รับการจัดสรรงบประมาณเป็นจำนวน 5,100 ล้านบาท

สำหรับปีนี้รัฐบาลตั้งงบประมาณปี 2570 จำนวน 9,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.ปชน. อภิปรายในกระทู้ถามสดเมื่อวันที่ 17 ก.ย. ที่ผ่านมาระบุว่ากองทุน กยศ. จะยังคงขาดแคลนเงินอีกราว 7,000 ล้านบาท พร้อมเรียกร้องให้นำงบประมาณที่ กมธ.งบประมาณปี 2570 ปรับลดได้มาแปรญัตติเพิ่มให้ กยศ. อย่างน้อย 2,000-3,000 ล้านบาท

ขณะที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ตอบรับข้อเสนอนี้ในการตอบกระทู้ถาม แต่ชี้แจงว่า กยศ. มีสถานะเป็นกองทุนหมุนเวียนจึงไม่สามารถพึ่งพางบประมาณจากรัฐเพียงอย่างเดียว โดยจะเร่งติดตามเงินชำระคืนจากผู้กู้ยืมเป็นหลัก

เกี่ยวกับข้อเสนอของฝ่ายค้านและคำชี้แจงของรัฐบาล นักเศรษฐศาสตร์ทั้งสามคนระบุกับบีบีซีไทยว่า ข้อเสนอของทั้งสองฝ่ายไม่มีข้อใดผิดหรือถูกทั้งหมด แต่การแก้ไขปัญหากระแสเงินสดของ กยศ. จำเป็นต้องแบ่งแนวทางการจัดการออกเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นและระยะยาว

"แบบฉุกเฉินรัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณให้ กยศ. ไม่อย่างนั้นจะมีเด็กจำนวนมากที่จะเข้าไม่ถึง... คนจะจมน้ำก็ต้องช่วยขึ้นมาก่อนแล้วค่อยมาสอนว่ายน้ำทีหลัง" ณัฐสิฏเสนอทางออก

ด้าน ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ระบุว่านอกจากเพื่อประคับประคองสถานการณ์แล้ว กยศ. ยังอาจจำเป็นต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐบาลไปอีกราว 4-5 ปี

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

เมื่อบีบีซีไทยตั้งคำถามว่า การอาศัยเงินอุดหนุนดังกล่าวจะขัดต่อหลักการการเป็นกองทุนหมุนเวียนหรือไม่อาจารย์เศรษฐศาสตร์จาก มธ. ชี้แจงว่า กยศ. มีลักษณะเป็นกองทุนทางสังคมที่มีการให้เงินอุดหนุนแฝง (implicit subsidy) ในระดับสูงอยู่แล้ว เนื่องจากมีระยะเวลาปลอดหนี้ 2 ปี ให้เวลาผ่อนชำระนาน 15 ปี และคิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1% ซึ่งต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ

เขาอธิบายต่อไปว่า เมื่อคำนวณตามมูลค่าที่แท้จริง เงินต้น 100 บาทที่ปล่อยกู้ไปจะเหลือมูลค่าเพียงราว 40 บาทเมื่อผู้กู้ชำระคืนครบตามหน้าบัญชี เมื่อธรรมชาติของกองทุนเอื้อให้มูลค่าของเงินลดลงอยู่เสมอเช่นนี้ การที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณอุดหนุนกองทุนจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

"แต่ว่าใส่เงินควรใส่อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ใส่เงินตามแรงกระเพื่อมทางการเมือง" ผศ.ดร.เกียรติอนันต์เน้นย้ำ

แนวทางแก้ระยะยาว : ปฏิรูป กยศ.

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่ กยศ. ในระยะยาวนั้น นักเศรษฐศาสตร์ที่บีบีซีไทยสัมภาษณ์เสนอมุมมองต่อบีบีซีไทยในสองแนวทางหลัก

  • บริหารจัดการแบบสถาบันการเงิน

แนวทางแรก ณัฐสิฏ รักษ์เกียรติวงศ์ นักวิจัยอาวุโสจากทีดีอาร์ไอ เสนอว่าควรบริหารจัดการกองทุน กยศ. ภายใต้แนวทางแบบสถาบันทางการเงินเพื่อให้กองทุนสามารถหมุนเวียนและกลับมาพึ่งพาตนเองได้

เขาเสนอแนวทางหลัก 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก เขาเสนอให้แก้ไขกฎหมายกลับมาใช้กลไกการบริหารความเสี่ยง การประเมินผลตอบแทน และการติดตามหนี้ในรูปแบบเดียวกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อรักษาสมดุลของกระแสเงินสด

"อย่าไปคิดว่าเงินกู้ กยศ. เป็นการกุศล... คิดว่ากู้มาแล้วไม่ต้องคืน มันต้องคืน" ณัฐสิฏ กล่าวถึงมุมมองของเขาโดยระบุว่าหากสังคมมองว่าการศึกษาระดับปริญญาตรีควรเป็นสิทธิพื้นฐาน รัฐบาลก็ควรจัดทำงบอุดหนุนสวัสดิการตรงแทนการฝืนใช้กลไกกองทุนกู้ยืมดังที่เป็นอยู่

นอกจากนี้เขายังเสนอว่าควรปฏิรูปมาตรการบังคับชำระหนี้ด้วยการนำประวัติ กยศ. เข้าสู่ระบบเครดิตบูโร เพื่อแก้ปัญหาผู้กู้นำเงินไปชำระหนี้อื่นก่อน

ส่วนประการสุดท้าย นักวิจัยอาวุโสทีดีอาร์ไอ ระบุว่า กยศ. ควรคัดเลือกอนุมัติเงินกู้ให้แก่ผู้กู้ที่จะศึกษาในหลักสูตรที่ประเมินผลลัพธ์แล้วว่าสามารถสร้างรายได้ให้ผู้เรียนเมื่อสำเร็จการศึกษา

"ผมรู้สึกว่าการปล่อยให้คนกู้ไปเรียนในหลักสูตรที่ไม่มีคุณภาพเป็นเรื่องน่ากังวล เพราะเด็กกู้เงินไปเรียน จบมาแล้วกลับหางานทำไม่ได้ กลายเป็นมีหนี้ติดตัว และสุดท้ายก็ต้องไปทำงานอะไรก็ไม่รู้ ก่อนจะประสบปัญหาในการชำระหนี้ ผมมองว่านี่เป็นการทำบาป" ณัฐสิฏกล่าว

.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

รศ.ดร.วรรณพงษ์ มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันกับณัฐสิฏ เขาชี้ว่ารัฐควรจัดลำดับความสำคัญในการอุดหนุนทุนการศึกษาให้แก่สาขาวิชาที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อให้ผู้จบการศึกษามีรายได้สูงพอที่จะชำระหนี้คืนได้

"แต่มีข้อระวังตรงที่ว่า โอกาสในตลาดแรงงาน (เช่น อุปสงค์แรงงาน) ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สาขาที่รัฐสนใจ ณ ตอนนี้อาจเปลี่ยนแปลงไปในอีก 10 ปีข้างหน้า การวางแผนในระยะยาวให้ผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์สามารถเลือกเรียนตามสาขาที่ถนัดและสนใจ ยังเป็นสิ่งจำเป็น" รศ.ดร.วรรณพงษ์กล่าว

  • ออสเตรเลียโมเดล

อย่างไรก็ดี อาจารย์เศรษฐศาสตร์จาก ม.รามคำแหง และ มธ.มีความเห็นถึงแนวทางการปฏิรูปกองทุน กยศ. อีกแนวทางหนึ่งในทิศทางเดียวกัน คือเอาอย่าง "ออสเตรเลียโมเดล"

รศ.ดร.วรรณพงษ์อธิบายว่า ภายใต้ระบบของออสเตรเลียผู้กู้จะชำระคืนก็ต่อเมื่อสำเร็จการศึกษาและมีรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีระบบการคิดคำนวณสัดส่วนการจ่ายเงินที่เพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันได คล้าย ๆ กับการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กู้สามารถตั้งตัวได้ก่อน

"นี่เป็นโมเดลที่เข้าใจผู้กู้จริง ๆ คือไม่ได้มองว่าผู้กู้มากู้แบบใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่ว่าเป็นกู้ในเรื่องที่ดีแล้วเป็นประโยชน์ต่อสังคม... ทำให้ดู [การใช้คืน] ที่ระดับรายได้ที่เหมาะสม แล้วมีเมื่อไรก็ค่อยใช้คืนมา" รศ.ดร.วรรณพงษ์ อาจารย์ ม.รามคำแหง ผู้ทำงานวิจัยเรื่องความเหลื่อมล้ำและการศึกษาระบุ

ขณะที่ ผศ.ดร. เกียรติอนันต์เห็นตรงกันว่าระบบนี้กำลังถูกใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยนานาประเทศ แต่เพิ่มเติมว่าระบบนี้จะสำเร็จได้จำเป็นต้องมีการดึงประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้นควบคู่กันไปด้วย

นอกจากนี้ รศ.ดร.วรรณพงษ์ ยังชี้ว่าความท้าทายที่ยากที่สุดไม่ใช่การหางบประมาณ แต่เป็นการแก้ไขกฎหมายและประนีประนอมสิทธิ

"การเอาคนจากระบบเก่าเข้ามาอยู่ในระบบใหม่อาจจะส่งผลกระทบกับเรื่องกฎหมายเป็นหลักมากกว่าว่าจะต้องมีการแก้ไขสัญญาผู้กู้รายเดิม แน่นอนว่าจะต้องมีเสียงเรียกร้องว่าฉันเป็นผู้จ่ายที่ดีมาตลอด ไม่เห็นได้ประโยชน์อะไรเลย [หากแก้ไขเงื่อนไขในการชำระหนี้]" รศ.ดร.วรรณพงษ์ ระบุทิ้งท้าย โดยเน้นย้ำว่าจะต้องอาศัยภาวะความเป็นผู้นำที่มีแนวทางริเริ่มการแก้ปัญหาอย่างสูง

กองทุน กยศ. ช่วยคนเยอะแค่ไหน

ข้อมูลจากรายงานประจำปี 2567 ซึ่งเป็นฉบับที่มีการเผยแพร่ล่าสุดทางเว็บไซต์ของ กยศ. ระบุว่า นับตั้งแต่มีการเปิดให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาครั้งแรกในปี 2539 กองทุนนี้ได้ให้เงินกู้ยืมสะสมรวมทั้งสิ้น 7,112,733 ราย คิดเป็นวงเงินอนุมัติรวม 779,511.32 ล้านบาท โดยจำแนกตามสถานะผู้กู้ยืมได้ดังนี้

  • อยู่ระหว่างการชำระหนี้ 3,614,904 ราย
  • ชำระหนี้ปิดบัญชีแล้ว 1,928,250 ราย
  • อยู่ระหว่างการศึกษา 1,072,329 ราย
  • อยู่ในช่วงปลอดหนี้ 424,102 ราย
  • อยู่ระหว่างการบังคับคดี 341,524 ราย
  • นอกจากนี้ ยังมีผู้กู้ที่ทุพพลภาพรวม 3,680 ราย

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ระบุว่าประเทศไทยยังมีสัดส่วนแรงงานทักษะสูงอยู่เพียงประมาณ 14-15% เท่านั้น เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนามากกว่าอย่างสิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ หรือเยอรมนีที่มีสัดส่วนสูงถึงราว 50% สะท้อนว่าไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับทักษะแรงงานเพิ่มขึ้นอีกกว่า 12 ล้านคน

"คนจำนวนมากขนาดนี้คงไม่สามารถให้ไปเรียนและพัฒนาทักษะกันเองได้เพียงลำพัง ดังนั้น กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาจึงสามารถเข้ามามีบทบาทช่วยสนับสนุนในส่วนนี้ได้" เขาระบุ

ขณะเดียวกัน รศ.ดร.วรรณพงษ์ เน้นย้ำว่าไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางรายได้และการศึกษาสูงมาก กลไกความช่วยเหลือเพื่อไม่ให้นักศึกษาหลุดออกจากโอกาสทางการศึกษาจึงจำเป็นอย่างยิ่ง

มุมมองนี้สอดคล้องกับความเห็นของ ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ที่ชี้ว่ากองทุน กยศ. ยังเป็นกลไกสำคัญในการทำหน้าที่ช่วยสร้างโอกาสทางการศึกษาที่ "ช้อนคนที่มีโอกาสน้อยให้เข้าสู่ตลาดแรงงาน"

"นอกจากจะสร้างโอกาสให้เขา มันยังไปลด intergenerational poverty (ปัญหาความยากจนข้ามรุ่น) มันไปช่วยเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำในระยะยาว มันคือหนึ่งในเครื่องมือที่สุดท้ายจะทำให้เกิดสังคมที่เท่าเทียมกันมากขึ้นได้" อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ระบุ