มิน อ่อง หล่าย เยือนไทย 6-7 ส.ค. นี้ ไทยหรือเมียนมาจะได้ประโยชน์กว่ากัน ?

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 15 นาที
พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำทหารเมียนมาซึ่งได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา มีกำหนดการเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 6-7 ส.ค. จากคำสัมภาษณ์ของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ที่กล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพี
การเดินทางมาเยือนไทยครั้งนี้ ถือเป็นการเยือนประเทศในอาเซียนเป็นประเทศที่ 2 ต่อจากลาว โดยก่อนหน้านี้พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย เดินทางไปเยือนอินเดียและจีนมาแล้ว นับตั้งแต่เขาขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของประเทศผ่านการเลือกตั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าไม่ตรงไปตรงมา
เมื่อวันที่ 22 ก.ค. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลว่า รัฐบาลไทยไม่มีความกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์เชิงลบของตัวผู้นำเมียนมารายนี้ เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นเพื่อนบ้านกัน หากมีสันติภาพและสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นในเมียนมา คนไทยและประเทศไทยก็ย่อมได้ประโยชน์ด้วย
เธอยังกล่าวด้วยว่าวาระการหารือกับผู้นำเมียนมานั้นมีหลายเรื่องด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นสันติภาพในเมียนมา การแก้ไขปัญหายาเสพติด สแกมเมอร์ และปัญหาสิ่งแวดล้อม
ต่อไปนี้คือประเด็นหลัก ๆ เร่งด่วนที่หลายฝ่ายมองว่าไทยควรหารือกับเมียนมา รวมถึงบทวิเคราะห์ว่าในการพบเจอกันครั้งนี้ ไทยหรือเมียนมากันแน่ที่มีแนวโน้มจะได้ประโยชน์จากการพบปะกันครั้งนี้มากกว่า
1. ปัญหายาเสพติดและสแกมเมอร์ในเมียนมา
กระทรวงสาธารณสุขของไทยระบุว่าในปี 2569 มีคนไทยประมาณ 1.9 ล้านคนที่เป็นผู้ใช้สารเสพติด โดยสถานการณ์ภาพรวมพบว่าเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด (ยาบ้า) ยังคงเป็นอันดับหนึ่ง และพบว่ากลุ่มเยาวชนที่เริ่มทดลองใช้ยาเสพติดมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุไม่เกิน 25 ปี ขณะที่ยาเสพติดอันดับรองลงมาคือเฮโรอีน และเมทแอมเฟตามีนชนิดผลึก (ยาไอซ์)
กรณีที่ทางการออสเตรเลียจับกุมแอร์โฮสเตสสายการบินไทยลักลอบขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลียเมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ของไทยยังขยายผลพบว่ายาเสพติดล็อตนี้มาจากเครือข่ายของกองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army - UWSA) หรือที่คนไทยเรียกว่า "ว้าแดง" ซึ่งอาศัยไทยเป็นจุดส่งออกยาเสพติดข้ามชาติ
ในปีนี้ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เผยแพร่รายงานเรื่อง Synthetic Drugs in East and South East Asia: Latest developments and Challenges (ยาเสพติดสังเคราะห์ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ความคืบหน้าล่าสุดและความท้าทาย) ซึ่งระบุว่าการยึดยาเสพติดชนิดเมทแอมเฟตามีนทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ และความไม่มั่นคงทางการเมือง รวมถึงความขัดแย้งในเมียนมายังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการผลิตเมทแอมเฟตามีนในประเทศ โดยทาง UNODC ระบุว่าเมียนมาเป็นแหล่งผลิตยาเมทแอมเฟตามีนรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเท่าที่มีการตรวจพบในปี 2568 และปีนี้
รายงานดังกล่าวระบุว่าการยึดเมทแอมเฟตามีนเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งคิดเป็นเกือบร้อยละ 94 (ปริมาณ 327 ตัน) ของปริมาณที่ยึดได้จากสองภูมิภาค (เอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) รวมกันในปี 2568 โดยปริมาณการตรวจยึดทั้งหมดยังกระจุกตัวอยู่ในประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างอย่าง ไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ไม่ว่าจะเป็นยาบ้าหรือยาไอซ์
UNODC ระบุว่ายาบ้าที่ตรวจยึดได้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2568 นั้นมีจำนวนเกือบ 1.9 พันล้านเม็ด โดยในจำนวนนี้ตรวจยึดโดยประเทศไทยประเทศเดียวได้เกือบ 1.2 พันล้านเม็ด เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ถึงร้อยละ 10 หากนับเพียงสถิติของประเทศไทย และคิดเป็นเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 62 หากพิจารณาจากยอดรวมทั้งภูมิภาค
รายงานฉบับเดียวกันนี้ ยังระบุว่าทางตอนเหนือของรัฐฉานซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มอาชญากรจัดตั้งและกลุ่มติดอาวุธของกลุ่มชนชาติพันธุ์ ยังคงเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดขนาดใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่าท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองในเมียนมาที่ยังไม่มีเสถียรภาพและการสู้รบระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้ส่งผลต่อกิจกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้
UNODC ยังหยิบยกเหตุการณ์ที่ทางการเมียนมาทลายเครือข่ายห้องปฏิบัติการลับและสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเมทแอมเฟตามีนและยาเสพติดสังเคราะห์อื่น ๆ รวม 16 แห่งในเมืองสีป้อ (Hsipaw) และเมืองไหย (Mongyai) ทางตอนเหนือของรัฐฉานเมื่อเดือน ม.ค. 2569 ว่ายังเผยให้เห็นความเป็นไปได้ของการเชื่อมโยงกันระหว่างการผลิตยาเสพติดกับอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากทางการเมียนมาตรวจยึดอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์พกพา และอุปกรณ์รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตสตาร์ลิงก์ (Starlink) ได้จำนวนมาก ห่างจากสถานที่ผลิตยาเสพติดเพียง 800 เมตรเท่านั้น

รายงานอีกฉบับหนึ่งของ UNODC ยังเผยให้เห็นว่าเมียนมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ระดับโลกที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคนี้ โดยเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติสร้างศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพื้นที่ชายแดนและเขตเศรษฐกิจพิเศษของเมียนมา โดยภายในศูนย์เหล่านี้ไม่ได้ดำเนินแค่กิจกรรมสแกมเมอร์ข้ามชาติเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ฟอกเงิน ทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงยังมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมาที่ควบคุมพื้นที่ด้วย โดยเห็นได้ว่าเพียงแค่เดือน ก.พ. ปี 2568 เพียงปีเดียว มีการปล่อยตัวเหยื่อจากศูนย์สแกมเมอร์ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา จำนวนหลายพันคนภายในห้วงเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ โดยศูนย์สแกมเมอร์ที่ถูกเอ่ยชื่อในรายงานฉบับนี้ของ UNODC มีตั้งแต่เคเค พาร์ค (KK Park) เมืองชเวโก๊กโก่ และไท่ฉาง ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา
UNODC ระบุในรายงานว่าการปราบปราม การกดดัน การตรวจค้น หรือการบุกยึดทรัพย์สินต่าง ๆ ภายในศูนย์สแกมเมอร์ข้ามชาติไม่ได้ทำให้กลุ่มองค์กรอาชญากรรมยุติกิจกรรมลง แต่เครือข่ายปรับตัวด้วยการย้ายฐาน คน และเงินไปยังพื้นที่ใหม่ ๆ ในประเทศเมียนมาหรือประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ปัญหายังคงอยู่
ทั้งนี้ แม้ไทยดำเนินการ "3 ตัด" น้ำมันเชื้อเพลิง ไฟฟ้า และอินเทอร์เน็ต ที่ส่งข้ามแดนไปยังศูนย์สแกมเมอร์ แต่ UNODC ระบุในรายงานว่ากลุ่มอาชญากรก็หันไปปรับตัวด้วยการพึ่งพาสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากสตาร์ลิงก์แทน และไทยยังคงเป็นศูนย์กลางหลักในการลำเลียงเหยื่อจำนวนมากเข้าสู่ศูนย์สแกมเมอร์ในฝั่งเมียนมา โดยเฉพาะบริเวณชายแดนแม่สอด-เมียวดี
ในวาระที่พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย จะเดินทางมาเยือนไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย บอกว่าจะนำทั้งสองประเด็นเข้าหารือกับผู้นำเมียนมา แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่ากรอบการพูดคุยเป็นเช่นไร
2. ปัญหาสารพิษในแม่น้ำข้ามแดน
จากข้อมูลที่ทางเครือข่ายติดตามการลงทุนไทยและความรับผิดชอบข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ร่วมกับเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ส่งข้อร้องเรียนไปยังคณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ ระบุว่าชุมชนริมน้ำกกในภาคเหนือของไทยเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำที่ขุ่นผิดปกติตั้งแต่เดือน เม.ย. 2567 ต่อมาผลการตรวจสอบตัวอย่างน้ำและตะกอนดินโดยกรมควบคุมมลพิษของไทยระบุว่าพบสารโลหะหนักหลายชนิดในตัวอย่าง เช่น สารหนู ตะกั่ว ปรอท และแมงกานีส ในระดับเกินมาตรฐานหลายครั้งตลอดปี 2568 จนถึงตอนนี้ ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศในลุ่มน้ำกก-สาย-รวก
ข้อมูลที่คณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติได้รับมาชี้ว่ามลพิษดังกล่าวมีต้นทางจากกิจกรรมเหมืองในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา รวมถึงพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพสหรัฐว้า ซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2566 โดยเน้นการทำเหมืองแร่หายาก (rare earth) ไปจนถึงการทำเหมืองแร่ทองคำ ซึ่งพบว่าบริษัทที่เกี่ยวข้องเป็นบริษัทของชาวจีน โดยมีบางแห่งที่ดำเนินการโดยบริษัทร่วมทุนที่มีรัฐวิสาหกิจของจีนเป็นผู้ร่วมทุนด้วย
จนถึงตอนนี้ กิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่รัฐฉานได้ส่งผลกระทบไปยังลุ่มน้ำสาละวิน และลุ่มน้ำโขงเพิ่มเติม จากผลการตรวจสอบของกรมควบคุมมลพิษที่ระบุว่าพบค่าสารโลหะหนักเกินมาตรฐานในสองลุ่มน้ำดังกล่าว
ในเวลาเดียวกันนี้ ภาคประชาสังคมของไทยยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่ากิจกรรมเหมืองดีบุกและเหมืองทองคำในเมียนมาซึ่งดำเนินการโดยชาวจีนบริเวณต้นน้ำกระบุรี ยังทำให้ชาวบ้านใน จ.ระนอง ซึ่งอยู่ท้ายน้ำแม่น้ำกระบุรีใช้น้ำจากแม่น้ำไม่ได้ จากสภาพน้ำที่ขุ่นข้นผิดปกติ
น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ (Rivers and Rights) กล่าวกับบีบีซีไทยว่า "ไม่รู้สึกมีความหวัง" ว่าการเดินทางมาเยือนของผู้นำเมียนมาในครั้งนี้จะทำให้ปัญหาเรื่องสารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำหลักของไทยเดินหน้าไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ เนื่องจากสุดท้ายแล้วจีนซึ่งเป็นผู้กุมห่วงโซ่อุปทานของแร่ยุทธศาสตร์รายใหญ่ของโลกและมีบริษัทเอกชนของตนดำเนินกิจกรรมเหมืองแร่ในเมียนมาต้องเข้ามารับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย ซึ่ง น.ส.เพียรพร เห็นว่ารัฐบาลไทยไม่เคยกดดันจีนในเรื่องนี้อย่างหนักแน่นเลย มีแต่ภาคประชาชนที่ออกมาประท้วงและเรียกร้องไปยังทางการจีน
ในส่วนของเมียนมาซึ่งควรจะเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่เข้ามาจัดการเหมืองแร่ที่ไม่ได้มาตรฐาน น.ส.เพียรพร บอกว่าหากกลับไปดูการเจรจาทวิภาคีในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน เห็นได้ว่าทางการเมียนมาเองก็พยายามปัดว่าประเทศของตนใช้ระดับค่ามาตรฐานสารโลหะหนักต่างจากไทย เช่น ค่าสารหนูปนเปื้อนในน้ำในไทยมีค่ามาตรฐานอยู่ที่ 0.01 มก./ลิตร ขณะที่เมียนมาใช้ค่า 0.05 มก./ลิตร ทำให้ในมุมมองของเมียนมานั้นเห็นว่าระดับสารโลหะหนักยังไม่เกินค่ามาตรฐาน

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
เธอกล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาหนังสือชี้แจงของเมียนมาซึ่งส่งไปยังคณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ เห็นได้ว่าท่าทีหลักของเมียนมานั้นยังปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าไม่เคยอนุญาตให้มีการทำเหมืองในพื้นที่ของว้าแดง ซึ่งค้านกับสายตาของเธอที่เห็นว่าตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา นั้นมีฐานทัพของเมียนมาตั้งสลับกับฐานทหารของว้าแดงตลอดแนว จึงเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลกรุงเนปิดอว์จะไม่รู้เห็นเกี่ยวกับกิจกรรมเหมืองชาวจีนในรัฐฉาน
ทางการเมียนมายังชี้แจงกับคณะทำงานผู้รายงานพิเศษของยูเอ็นว่าไม่มีหลักฐานว่าการทำเหมืองในเมียนมาทำให้แม่น้ำกกปนเปื้อนสารหนูเกินมาตรฐานของเมียนมา ไม่ยอมรับข้อกล่าวหาจากข้อมูลที่ทางคณะทำงานฯ ของยูเอ็นได้รับว่าเหมืองแร่หายากในพื้นที่รัฐฉานทำให้เกิดมลพิษข้ามแดน และมองว่าคณะทำงานของยูเอ็นได้รับข้อมูลเพียงด้านเดียว ไม่ครบถ้วน และเป็นข้อมูลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างเพียงพอ จากการสรุปคำชี้แจงของเมียนมาโดยบีบีซีไทย
"เห็นได้ว่าเขาไม่ยอมรับว่ามันเป็นปัญหาด้วยซ้ำ" น.ส.เพียรพร กล่าว "แล้วจะเอาอะไรมาเจรจากัน"
อย่างไรก็ดี เธอเสริมว่าส่วนตัวแล้วก็หวังว่ารัฐบาลของไทยจะทำหน้าที่ของตัวเอง ถึงแม้เธอไม่อยากจะตั้งความหวังมากนัก
"เรารู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับประเทศมหาอำนาจ และมันเกิดขึ้นในประเทศที่ไร้ซึ่งกฎหมายใด ๆ ทุกวันนี้เขายังคร่าประชาชนของตัวเองอยู่เลย แล้วเราจะไปคาดหวังให้เขาตรวจสอบคุณภาพน้ำเหรอ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือ ทำอย่างไรก็ได้เพื่อปกป้องประชาชนของเรา หากคุณจะเป็นรัฐบาล คุณก็ต้องแคร์ประชาชนของคุณหรือเปล่า" น.ส.เพียรพร กล่าว
สำนักข่าวลานเนอร์ (Lanner) รายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 1 ส.ค. ด้วยว่านักวิชาการและนักกฎหมายจากหลายสถาบันคัดค้านร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ หรือทีโออาร์ (Terms of Reference - TOR) สำหรับการจัดตั้งคณะทำงานร่วมไทย-เมียนมาเพื่อแก้ปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำข้ามพรมแดน ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะพิจารณาในวันที่ 4 ส.ค. และเตรียมลงนามร่วมกันในวันที่ 6 ส.ค. ตรงกับการเยือนไทยของพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย โดยพวกเขาเห็นว่าเนื้อหาไม่แตะต้นตอมลพิษจากเหมืองแร่ ลดบทบาทการตรวจสอบร่วมเหลือเพียงการแลกเปลี่ยนข้อมูล เสี่ยงจำกัดการเข้าถึงข้อมูลสาธารณะ และละเลยพื้นที่ได้รับผลกระทบอื่น จึงเสนอให้ชะลอการลงนามหากไม่แก้ไขสาระสำคัญ
3. มลพิษจากการเผาข้ามแดน
ปัญหาหมอกควันข้ามแดนเป็นประเด็นเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อไทยและประเทศอื่น ๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงมานานกว่า 10 ปี โดยพบจุดความร้อนจากการเผาแปลงเกษตรกรรมทั้งในไทย ลาว เมียนมา และกัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนือของไทย รวมถึงภาคอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกัน
นายธารา บัวคำศรี นักวิจัยอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและมลพิษข้ามแดน กล่าวกับบีบีซีไทยว่าหากดูจุดความร้อนที่ทำให้เกิดหมอกควันข้ามพรมแดนในช่วงปลายเดือน ธ.ค. ถึงไตรมาสแรกปีนี้ เห็นได้ว่าเกิดขึ้นในพื้นที่ตอนเหนือของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 10,000-20,000 จุด โดยในจำนวนนี้ หากพิจารณาสถิติช่วงเดือน ก.พ. ถึง มี.ค. ก็จะพบว่าจุดความร้อนในบริเวณรัฐฉานของเมียนมามีความโดดเด่นมากที่สุด ทั้งในสัดส่วนขนาดของพื้นที่ที่เกิดการเผาไหม้และปริมาณจุดความร้อน เมื่อเทียบกับจุดความร้อนในไทยและลาวที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกัน
เขากล่าวว่าผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดนไม่ได้เกิดขึ้นกับสุขภาพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภาคเหนือของไทย ซึ่งมักพบอัตราการเลิกจองโรงแรมในช่วงไตรมาสแรกของปีทั้งที่เป็นฤดูท่องเที่ยวของภาคนี้ โดยเฉพาะในห้วงที่จังหวัดท่องเที่ยวในภาคเหนือติดอันดับเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
นายธาราแนะว่าการมาเยือนของผู้นำเมียนมาอาจเป็นโอกาสให้ไทยใช้มิติสิ่งแวดล้อมมาเป็นเครื่องมือทางการทูตได้ โดยอาศัยการขยายตัวของพื้นที่ปลูกข้าวโพดในรัฐฉานซึ่งเกิดขึ้นเพื่อป้อนอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ให้กับบริษัทข้ามชาติของไทยเข้ามาเป็นเครื่องมือเจรจากับผู้นำทหารรายนี้
เขาเสนอว่ารัฐบาลไทยควรใช้โอกาสนี้หารือกับผู้นำเมียนมาเพื่อผลักดันมาตรการการยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) โดยเปลี่ยนจากความสมัครใจของภาคเอกชนมาเป็นข้อตกลงระหว่างรัฐต่อรัฐ เพื่อรับรองว่าวัตถุดิบข้าวโพดที่ไทยนำเข้าจากเมียนมาต้องมาจากแหล่งปลอดการเผาอย่างแท้จริง รวมทั้งผลักดันให้มีการระบุชื่อพื้นที่อย่างรัฐฉานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่ดังกล่าวลงในแผนงานอาเซียนปลอดหมอกควันครั้งที่ 2 พ.ศ. 2566-2573 (Second ASEAN Haze-Free Roadmap 2023-2030) อย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์อย่างจริงจัง
"ในกรณีของเมียนมา ไทยเราไปลงทุนในนั้น ดังนั้นการลงทุนมันต้องยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ผมรู้สึกว่ามันเป็นประเด็นฮุคผู้นำเมียนมาได้คือ ทำให้เขารู้สึกว่าการลงทุนแบบนี้ มันทำให้พม่ากลับมาสู่สายตาประชาคมอาเซียนอีกครั้งหนึ่ง หากเราแยกแยะเรื่องการละเมิดสิทธิและความขัดแย้งอื่น ๆ ออกไป เราสามารถฮุคได้ว่าหากคุณต้องการกลับสู่เวทีอาเซียนอย่างสมศักดิ์ศรี คุณก็ต้องมาแก้ไขปัญหาควันพิษข้ามแดนร่วมกัน และหากแก้ได้ มันก็จะมีการลงทุน มีเศรษฐกิจที่ดีระหว่างสองประเทศ" นายธารา กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมผู้นี้มองว่าการดึงเมียนมาเข้ามาอยู่ในกลไกแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนนั้นซับซ้อนน้อยกว่าปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในลุ่มน้ำของไทยอย่างมาก เนื่องจากเมียนมาเองมีสถานะเป็นภาคีภายใต้ความตกลงอาเซียนว่าด้วยเรื่องหมอกควันข้ามแดน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution - AATHP) อันนำมาสู่การทำแผนงานอาเซียนปลอดหมอกควันฉบับที่ 1 (ASEAN Transboundary Haze Free Roadmap by 2020) ที่เคยตั้งเป้าว่าจะทำให้ภูมิภาคนี้ปลอดหมอกควันภายในปี 2563 แต่ทำไม่สำเร็จจนเกิดแผนงานฉบับที่ 2 ซึ่งขยายเวลาไปถึงปี 2573
เช่นเดียวกัน เมียนมาเองก็ลงนามในแผนปฏิบัติการเชียงราย 2560 (Chiang Rai Action Plan 2017) ซึ่งเป็นความร่วมมือแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนระหว่างไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา รวมถึงแผนยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) ซึ่งเป็นความร่วมมือไตรภาคีระหว่างไทย เมียนมา และลาว โดยทั้งสองแผนปฏิบัติการที่กล่าวมานั้นมีกรอบเวลาถึงปี 2573 ด้วยเช่นกัน
"แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณอนุทินจะเจรจาไปถึงขั้นนั้นหรือเปล่า" นายธารา กล่าว
เขากล่าวต่อว่าแม้รัฐบาลไทยกล่าวว่าจะหารือกับผู้นำเมียนมาในประเด็นหมอกควันข้ามแดน แต่อีกข้อเท็จจริงหนึ่งที่ควรตระหนักคือกองทัพและรัฐบาลทหารเมียนมาไม่ได้มีอำนาจควบคุมพื้นที่รัฐฉานอย่างเบ็ดเสร็จ
เขามองว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปัญหาหมอกควันข้ามแดนยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังมานานนับทศวรรษ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากพื้นที่จุดความร้อนส่วนใหญ่ในรัฐฉานอยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มอำนาจอื่นที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลกลาง ส่งผลให้มาตรการสำคัญอย่างระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) เพื่อยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุดิบว่าปลอดการเผานั้นมีความเป็นไปได้ยากมาก หากไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานท้องถิ่นหรือกลุ่มกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ที่คุมพื้นที่อย่างแท้จริง
นายธาราบอกว่ารัฐบาลไทยต้องพิจารณาถึงพลวัตความสัมพันธ์ระหว่างเนปิดอว์กับกลุ่มกองกำลังต่างๆ ในพื้นที่รัฐฉาน และไทยควรยกระดับการเจรจาให้ลงลึกถึงระดับผู้เล่นที่ควบคุมห่วงโซ่อุปทานและพื้นที่เพาะปลูกในรัฐฉานอย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ในการลดจุดความร้อนและหมอกควันได้อย่างเป็นรูปธรรม
"หากไม่พูดถึงบทบาทการลงทุนของไทยในการขยายตัวของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไม่พูดถึงบทบาทของผู้เล่นที่เป็น non-state actors (ผู้เล่นที่ไม่ใช่รัฐ) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอิทธิพลสูงมากในรัฐฉาน ปัญหาหมอกควันข้ามแดนจากเมียนมาก็ท่าทางจะยืดเยื้อไปอีกนาน" นายธารา กล่าว
ไทยหรือเมียนมา ใครจะได้ประโยชน์จากการพบปะกันครั้งนี้
ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาจากคณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ บอกบีบีซีไทยว่าการมาเยือนของพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย เต็มไปด้วยความคาดหวังของตัวผู้นำเมียนมาเองที่ต้องการหวนสู่เวทีนานาชาติ และความคาดหวังของไทยที่ต้องการปลดล็อกข้อจำกัดการส่งออกสินค้าไปยังเมียนมาซึ่งทำให้การค้าชายแดนระหว่างสองประเทศชะงักงันมานาน
เธอบอกว่าการเดินทางมาเยือนไทยครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ต้องการให้มีการรับรองรัฐบาลใหม่ หลังจากนายพลผู้นี้ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี โดยก่อนหน้านี้พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย เดินทางไปเยือนประเทศต่าง ๆ หลายที่ เช่น อินเดีย จีน ลาว และจุดหมายต่อมาคือไทย ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกรุงเนปิดอว์พยายามแสวงหาการยอมรับในระดับนานาชาติและภูมิภาค รวมถึงต้องการกลับมามีส่วนร่วมกับประชาคมอาเซียนมากขึ้น
"เรื่องพวกนี้มักเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของพม่ามาตลอด ในยุคอูนุ (นายกรัฐมนตรีคนแรกหลังพม่าได้รับเอกราช) แกก็มีเวิลด์ทัวร์ของแก อยากไปโปรโมทโลกว่าประเทศของฉันเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านแล้ว" เธอกล่าว
"สิ่งที่ไทยคิดว่าไทยจะได้ก็คือการเชื่อมความสัมพันธ์กับพม่า เพราะว่าการที่ทุกสิ่งทุกอย่างในพม่ามันขึ้นอยู่กับผู้นำเพียงคนเดียว ดังนั้นการง้อเขาหรือการให้พื้นที่ ให้แสงเขา มันก็อาจทำให้เขาไว้เนื้อเชื่อใจกับไทยมากขึ้น"
ผศ.ดร.ลลิตา มองว่าประเด็นหารือหลักระหว่างผู้นำไทยและเมียนมาในรอบนี้น่าจะมุ่งไปที่การขอให้เมียนมาอำนวยความสะดวกด้านการค้า เนื่องจากแม้ว่าเมียนมาเปิดทางหลวงสายเอเชียหมายเลข 1 (AH 1) ซึ่งเชื่อมโยงการเดินทางจากชายแดนแม่สอดเข้าไปยังเมียนมาแล้วก็ตาม แต่ตอนนี้ทางการเมียนมากำลังส่งเสริมให้ประชาชนใช้สินค้าที่ผลิตในเมียนมา (Made in Myanmar) มากกว่า เพื่อรักษาสมดุลการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และไม่ต้องการให้เงินไหลออกนอกประเทศ จึงทำให้สินค้าหลายประเภทของไทยถูกจำกัดการนำเข้าไปยังเมียนมาในทุกช่องทาง ขณะที่การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่กลับมาสู่การค้าขายกันตามปกติ
"ได้ยินมาจากผู้ประกอบการว่า AH 1 เปิดจากเมียวดีไปถึงกอกะเร็ก เมืองเอกของรัฐกะเหรี่ยง ถ้าออกจากกอกะเร็กถึงย่างกุ้ง สินค้าไม่ได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้าไปยังทางตอนในของเมียนมา" ผู้เชี่ยวชาญจาก ม.เกษตรศาสตร์ กล่าว
ทว่า ผศ.ดร.ลลิตา ให้ความเห็นว่าการที่ไทยมองว่า "เอาพานไปถวายแล้วเขาจะทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ ก็คงไม่ใช่ เพราะความจริงแล้วเมียนมาก็มีธงของเขา" โดยเฉพาะเรื่องการค้าที่เหล่านายพลไม่ต้องการให้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ แม้ว่าประชาชนในเมียนมากำลังเผชิญความเดือดร้อนจากอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงมากขึ้นและต้องซื้อสินค้าต่าง ๆ ในราคาที่สูงขึ้น เพราะเกิดสภาวะขาดแคลนสินค้าบางประเภท

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
การสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมาและกลุ่มชนชาติพันธุ์ยังทำให้สินค้าบางประเภทถูกมองว่าเป็นสินค้าใช้ได้สองทาง (dual-use item) เช่น รถจักรยานยนต์ที่กองทัพเมียนมามองว่าเป็นพาหนะทางยุทธภัณฑ์สนับสนุนกองกำลังกลุ่มชนชาติพันธุ์ต่างๆ รวมถึงกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People's Defence Force - PDF)
"เขาไม่ต้องการให้ของจากไทยเข้าไปเพื่อ feed (เลี้ยงบำรุง) ชนกลุ่มน้อยเลยแม้แต่นิดเดียว หากเขาตีความอย่างนี้หมด แม้แต่ข้าวสารเม็ดเดียวก็กลายเป็นยุทธภัณฑ์สนับสนุนกะเหรี่ยงกับกลุ่มพีดีเอฟ" เธอกล่าว
ผศ.ดร.ลลิตา มองว่าการต่อรองกับผู้นำเมียนมานั้น ทางไทยต้องเปลี่ยนจากการขอความร่วมมือเป็นการพร้อมใช้มาตรการตอบโต้แทน โดยที่ผ่านมานั้นเธอมองว่าไทยดีลกับผู้นำเมียนมาในลักษณะที่ "สุภาพนุ่มนิ่มมากเกินไป" เช่น กรณีที่เครื่องบินรบพม่ามาทิ้งระเบิดใกล้ชายแดนไทยจนส่งผลกระทบต่อประชาชนในแนวชายแดน ไทยกลับยอม "อดทน" และตอบโต้กลับอย่างไม่สมส่วน
เธอมองว่าไทยต้องเลิกปล่อยให้ฝ่ายเมียนมาใช้กลยุทธ์ "พูดไปเรื่อย" และ "ดื้อตาใส" เพื่อดึงเวลา แต่ควรผลักดันให้มีโร้ดแมป (roadmap) หรือแผนงานที่ชัดเจน และมีการติดตามตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้สามารถวัดผลความคืบหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าชายแดน หรือเรื่องอื่น ๆ เช่น เหมืองในรัฐฉาน ยาเสพติด ยาเสพติด สแกมเมอร์ หรือมลพิษข้ามแดน ซึ่งทางเมียนมาปฏิเสธในเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอดเช่นกัน ดังนั้น "กระทรวงการต่างประเทศของไทยต้อง crack narrative (ตีเรื่องเล่าให้แตก) ของพม่าตรงนี้ให้ออก ถ้าหาก crack ไม่ได้ ก็จะไม่มีทางแก้ไขปัญหาอะไรใด ๆ ในโลกนี้ที่เกี่ยวกับพม่าได้อีกเลย"
"มันต้องมีการกำหนดเดดไลน์ พม่ามีนิสัยอยู่อย่างหนึ่งคือพูดไปเรื่อยแล้วทุกอย่างมันกินระยะเวลายาวนาน ไทยเราต้องชัดเจน รู้เขารู้เขา อย่างที่รู้ ๆ กันว่าพม่าเป็นเจ้าแห่งการบลัฟ ถ้าคุณรับว่า 'ครับ ๆ' เพียงฝ่ายเดียว มันก็กลายเป็นพื้นที่ให้เขามาบลัฟ แล้วท้ายที่สุดไทยก็ไม่ได้อะไรเลย" ผศ.ดร.ลลิตา กล่าว
ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาเสริมด้วยว่า แม้ทางกระทรวงการต่างประเทศของไทย (กต.) พยายามทำการทูตแบบสองทางกับเมียนมา โดยช่องทางแรกเป็นการทูตแบบรัฐต่อรัฐ และช่องทางที่สองคือพยายามดำเนินนโยบายกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ แต่ตอนนี้เห็นได้ว่าช่องทางที่สองนั้นยังไม่เข้มแข็งและเข้มข้นพอเท่ากับช่องทางแรก และชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ยังมองว่ารัฐไทยไม่มีความจริงใจ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ยุทธศาสตร์การทูตของ กต. ยังไม่ประสบผลสำเร็จพอที่จะดุลอำนาจกับผู้นำเมียนมาได้
สุดท้ายแล้ว ผศ.ดร.ลลิตา มองว่าผู้นำเมียนมาจะได้ประโยชน์จากการเดินทางมาเยือนไทยในครั้งนี้มากกว่า เพราะตอบโจทย์แสวงหาการยอมรับจากนานาชาติของเมียนมา และมีโอกาสน้อยมากที่ไทยจะผลักดันวาระเร่งด่วนต่าง ๆ ในการหารือกับพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ได้ ทั้งธงของผู้นำเมียนมาที่ชัดเจนว่าต้องการอะไรจากการเดินทางมาไทยและเกมทางการทูตของไทยเองที่ยังคง "ประคบประหงม" ผู้นำทหารคนนี้เช่นเคย





























