อธิบายการเมืองสหรัฐฯ และมุมมองใหม่ของทรัมป์ ต่อประวัติศาสตร์การขยายดินแดน 250 ปี

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, แอนโทนี ซูร์เชอร์
- Role, ผู้สื่อข่าวประจำอเมริกาเหนือ บีบีซี นิวส์
- Published
- เวลาอ่าน: 7 นาที
ในรอบ 250 ปีนับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาประกาศอิสรภาพจากสหราชอาณาจักร ประเทศได้เติบโตจากกลุ่มนิคมที่มีประชากรเบาบางซึ่งกระจัดกระจายอยู่ตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก กลายเป็นมหาอำนาจโลกที่แผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วทั้งทวีปและไกลออกไป
จากเดิมที่เป็นเพียง 13 อาณานิคมแรกเริ่มซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 1.1 ล้านตารางกิโลเมตร พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของประเทศได้เพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า เป็นประมาณ 9.58 ล้านตารางกิโลเมตร
ประชากรของสหรัฐฯ ก็ขยายตัวอย่างมากเช่นกัน ในปี 1790 ซึ่งเป็นปีที่มีการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งแรกของสหรัฐฯ มีชาวอเมริกันอยู่ประมาณ 4 ล้านคน ซึ่งรวมถึงทาส แต่ภายในปี 2025 ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็น 343 ล้านคน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 8,475%
ถึงแม้สหรัฐฯ ในปัจจุบันอาจแทบไม่เหลือเค้าเดิมให้เหล่าผู้ก่อตั้งประเทศเมื่อ 250 ปีก่อนจดจำได้ แต่ในแง่ของอิทธิพลทางวัฒนธรรมและการเมืองภายในประเทศนั้น น่าจะเป็นสิ่งที่พวกเขายังคงคุ้นเคยอยู่ดี
เมื่อมองย้อนกลับไป คนคงสามารถย้อนคำมั่นสัญญาทางการเมืองที่สำคัญหลายประการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ ไม่ว่าจะเป็น การจำกัดการอพยพเข้าเมือง และการขยายอำนาจและดินแดนของสหรัฐฯ หวนกลับไปสู่ความแตกต่างและความแตกแยกที่มีมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของประเทศ
ผู้ก่อตั้งประเทศอเมริกาต่างมีความหวังอันยิ่งใหญ่สำหรับชาติใหม่ของพวกเขา แต่ความสำเร็จนั้นเป็นเรื่องไม่แน่นอน การถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนเกี่ยวกับเรื่องทาส รัฐธรรมนูญ ตลอดจนระบบเศรษฐกิจและระบบการเมือง ได้สร้างรอยร้าวที่ชัดเจนขึ้นในหมู่ประชาชน
ในขณะที่ประเทศซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นเกือบสองเท่าหลังจากการซื้อดินแดนลุยเซียนาจากฝรั่งเศสในปี 1803 แต่เมื่อสหรัฐฯ ต้องทำสงครามกับอังกฤษอีกครั้งในปี 1812 ก็ยังห่างไกลจากความแน่นอนว่าชาติจะสามารถรวมตัวกันต่อไปได้
"ใครก็ตามที่เฝ้ามองอาณานิคมที่พยายามจะสร้างชาติใหม่นี้ต่างก็พูดกันว่า สิ่งที่เราต้องทำก็แค่คอยดูอยู่ตรงนี้ และรอให้พวกเขาตีกันเอง แล้วค่อยกลับไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากมัน" เฮเธอร์ ค็อกซ์ ริชาร์ดสัน ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์สหรัฐฯ แห่งวิทยาลัยบอสตันและผู้เขียนบทความ จดหมายจากชาวอเมริกัน (Letters From an American) บนแพลตฟอร์ม Substack กล่าว
แม้ว่าอนาคตของอเมริกาในช่วงปีแรก ๆ นั้นจะมีความไม่แน่นอน แต่พลังอำนาจที่ส่งผลต่อวิถีทางของชาติในอนาคตก็ได้ถูกวางรากฐานไว้แล้ว
โคลิน วูดาร์ด ผู้อำนวยการ เนชันฮูด แล็บ (Nationhood Lab) แห่งมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยซัลเว เรจีนา แบ่งสหรัฐฯ ออกเป็นหลายกลุ่มที่มีอัตลักษณ์แตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งเชื่อมโยงกับรอยร้าวที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยุคก่อตั้งประเทศ
ภูมิภาคทางตอนเหนือ ซึ่งวูดาร์ดเรียกว่า "แยงกี้แลนด์" (Yankeeland) มีรากฐานมาจากกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวพิวริตัน (Puritan) ในยุคแรกเริ่มที่หนีจากการถูกประหัตประหารทางศาสนาในยุโรป โดยต่อมามีการเข้ามาสมทบของชาวเยอรมันและชาวสแกนดิเนเวีย ซึ่งช่วยตอกย้ำแนวคิดแบบพหุนิยม (pluralistic) ให้มั่นคงยิ่งขึ้น
ส่วนแถบตอนกลางซึ่งเขาเรียกว่า "เกรทเทอร์ แอปพาเลเชีย" (Greater Appalachia) มีผู้ตั้งถิ่นฐานกลุ่มแรกเป็นชาวสกอตและชาวไอริชที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มุมมองทางการเมืองของพวกเขาซึ่งส่วนหนึ่งหล่อหลอมมาจากประสบการณ์การถูกกดขี่โดยอังกฤษในเกาะบริเตนนั้น มีความระแวงต่ออำนาจของรัฐบาลมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ
"สำหรับพวกเขา เสรีภาพหมายถึงการเพิ่มความเป็นอิสระและเสรีภาพของปัจเจกบุคคลให้มากที่สุด และการเพิ่มขึ้นของอำนาจรัฐบาลย่อมหมายความว่าบุคคลเหล่านั้นมีเสรีภาพน้อยลงโดยปริยาย" วูดาร์ดกล่าว "ซึ่งมันเป็นแนวคิดที่ตรงกันข้ามกับปรัชญาของกลุ่มแยงกี้ ในแถบ เกรทเทอร์ นิว อิงแลนด์ โดยสิ้นเชิง"
ในขณะเดียวกัน ทาง ดีป เซาท์ (Deep South) หรือภาคใต้ตอนล่าง ประกอบไปด้วยชนชั้นเจ้าที่ดิน ซึ่งบางส่วนย้ายมาจากไร่ทาสในแถบแคริบเบียน ผู้ซึ่งได้ร่วมกันสร้าง "สังคมแบบคณาธิปไตยที่มีการปกครองจากบนลงล่าง"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในขณะที่อัตลักษณ์ของชาวอเมริกันถูกกำหนดโดยวัฒนธรรมที่หลากหลายของผู้ที่อพยพมาจากต่างแดน ตลอดศตวรรษแรกของการก่อตั้งสหรัฐฯ ยังรวมถึงความพยายามอย่างมุ่งมั่นที่จะลบล้างวัฒนธรรมของชนพื้นเมือง ผู้ซึ่งอาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้มาหลายศตวรรษก่อนที่ชาวยุโรปกลุ่มแรกจะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาถึง
เมื่อประเทศยังคงขยายตัวไปทางทิศตะวันตก การเคลื่อนไหวดังกล่าวได้กลายเป็นพลังทางอุดมการณ์ในตัวเอง เนื่องจากชาวอเมริกันบางส่วนเชื่อว่ามันเป็น "ลิขิตแห่งสวรรค์" (Manifest Destiny) ของชาติที่จะต้องแผ่ขยายออกไป ไม่ใช่เพียงแค่ถึงมหาสมุทรแปซิฟิกเท่านั้น แต่รวมถึงครอบคลุมทั่วทั้งซีกโลกตะวันตกด้วย
แรงผลักดันในการขยายดินแดนนี้ได้นำวัฒนธรรมเหล่านี้มาบรรจบกันและก่อให้เกิดความขัดแย้งใหม่ ๆ พื้นที่ตอนในทางตะวันตกซึ่งมีภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวยนั้น มีความคล้ายคลึงกับพื้นที่ป่าในแถบแอปพาเลเชีย และดึงดูดผู้คนที่มีแนวคิดแบบปัจเจกนิยมที่แข็งกร้าวในลักษณะเดียวกัน ส่วนบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ค่านิยมเหล่านั้นได้ปะทะกับค่านิยมของพ่อค้าและนักเดินเรือที่ย้ายมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอเมริกา
ในยุคปัจจุบัน ความแตกแยกเหล่านี้เห็นได้ชัดเจนบนแผนที่การเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งแบ่งเป็น "รัฐสีแดง" ที่ควบคุมโดยพรรครีพับลิกัน และ "รัฐสีน้ำเงิน" ที่ควบคุมโดยพรรคเดโมแครต ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ เป็นที่รู้จักในฐานะฐานที่มั่นของแนวคิดเสรีนิยม ซึ่งสนับสนุนการเข้ามามีส่วนร่วมของรัฐบาลในชีวิตประจำวันมากกว่าอย่างมาก
ขณะที่ภาคใต้ของอเมริกา ตั้งแต่เท็กซัสไปจนถึงฟลอริดา รวมถึงพื้นที่ตอนในทางตะวันตก ได้กลายเป็นป้อมปราการของแนวคิดอนุรักษนิยมของพรรครีพับลิกัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในขณะที่สหรัฐฯ ส่วนใหญ่หยุดการขยายตัวทางภูมิศาสตร์ไปแล้วในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แต่จำนวนประชากรยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการอพยพย้ายถิ่นฐาน
"สิ่งหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของสหรัฐฯ จริง ๆ ก็คือการอพยพย้ายถิ่นฐาน" ริชาร์ดสันกล่าว "สิ่งเดียวที่เชื่อมโยงพวกเราทุกคนไว้ด้วยกันคือแนวคิดที่ว่า เราสามารถสร้างอนาคตที่เราต้องการขึ้นมาได้"
คลื่นการอพยพลูกแรกเริ่มขึ้นในช่วงทศวรรษ 1840 และดำเนินไปจนถึงปี 1889 โดยนำพาผู้คนประมาณ 14 ล้านคนเข้ามาสู่ชายฝั่งของประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกลุ่มประเทศในยุโรปเหนือและยุโรปตะวันตก
คลื่นการอพยพลูกถัดมาซึ่งมีผู้ย้ายถิ่นฐานกว่า 18 ล้านคน มาจากยุโรปใต้และยุโรปตะวันออก โดยเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1890-1920 และในทุก ๆ คลื่นการอพยพย่อมตามมาด้วยกระแสต่อต้านที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากชาวอเมริกันมีความกังวลว่าผู้ที่มาถึงใหม่จะเข้ามาแย่งงานและคุกคามวิถีชีวิตของพวกเขา ส่งผลให้เกิดการกำหนดโควตาและออกกฎหมายจำกัดการเข้าเมืองตามมาในไม่ช้า เช่น กฎหมายกีดกันชาวจีน (Chinese Exclusion Act)
นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายคนเข้าเมืองปี 1924 (1924 Immigration Act) ที่ได้จำกัดการอพยพอย่างรุนแรงจนสามารถสังเกตเห็นได้จากความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนบนกราฟการเติบโตของประชากรรายปีของสหรัฐฯ
คลื่นการอพยพครั้งล่าสุดเริ่มขึ้นในทศวรรษ 1960 เมื่อมีการยกเลิกข้อจำกัดเหล่านั้น นับแต่นั้นเป็นต้นมา มีผู้อพยพมากกว่า 70 ล้านคนเดินทางเข้าสู่สหรัฐฯ โดยจำนวนมากมาจากเอเชียและละตินอเมริกา ซึ่งรวมถึงชาวเม็กซิโกประมาณ 18 ล้านคน
ในปี 2024 ประชากรสหรัฐฯ 14.8% เป็นผู้ที่เกิดในต่างประเทศ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เท่ากับจุดสูงสุดทางประวัติศาสตร์ในปี 1890 ตามข้อมูลของสถาบันนโยบายการย้ายถิ่นฐาน (Migration Policy Institute) และการอพยพย้ายถิ่นฐานคิดเป็นสัดส่วนถึง 84% ของการเติบโตของประชากรสหรัฐฯ ทั้งหมด
ตามความเห็นของวูดาร์ด คลื่นการอพยพในยุคแรกเริ่ม ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับแรงขับเคลื่อนจากความเป็นอุตสาหกรรม ได้ช่วยส่งเสริมอำนาจทางการเมืองของภาคเหนือของอเมริกา
และความไม่สมดุลทางภูมิศาสตร์นั้นได้กระพือความแตกแยกทางอุดมการณ์ให้รุนแรงยิ่งขึ้น
บรรดาผู้นำทางภาคใต้ได้ผลักดันให้มีการขยายดินแดน รวมถึงการเพิ่มจำนวนรัฐทาส เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะยังคงรักษาอำนาจทางการเมืองในระดับชาติเอาไว้ได้ ก่อนที่พวกเขาจะแยกตัวออกไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมือง
แต่กระแสความเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบันได้พลิกผันความแบ่งแยกทางภูมิศาสตร์นี้ไปแล้ว ผู้อพยพจำนวนมาก รวมถึงผู้คนที่ย้ายมาจากทางเหนือ ต่างหลั่งไหลเข้าไปยังภาคใต้ โดยเฉพาะในเมืองที่มีเศรษฐกิจคึกคักอย่างในรัฐเท็กซัสและฟลอริดา ในขณะที่คลื่นการอพยพผิดกฎหมายที่ชายแดนทางใต้ของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา ได้เพิ่มความตึงเครียดให้สูงขึ้น
แนวคิดอนุรักษนิยมประชานิยมของทรัมป์ จึงอาจมองได้ว่าเป็นการตอบโต้ต่อศูนย์กลางอำนาจที่กำลังเปลี่ยนไปของอเมริกา
เมื่อกลับเข้าสู่ทำเนียบขาว ทรัมป์ได้ทำตามคำมั่นสัญญาในช่วงหาเสียงในการดำเนินการเนรเทศครั้งใหญ่
ในขณะเดียวกัน เขาได้แสดงออกถึงความโหยหาการขยายดินแดนในแบบศตวรรษที่ 19 โดยมีการพูดถึงเรื่องการครอบครองกรีนแลนด์ การทวงคืนคลองปานามา และการผนวกแคนาดาและเวเนซุเอลาให้เป็น 'รัฐที่ 51' ของอเมริกา
แนวคิดเรื่องการขยายดินแดนในแบบของเขา จึงเปรียบเสมือนภาพสะท้อนกลับของประวัติศาสตร์ในช่วง 250 ปีที่ผ่านมา ประเทศใช้เวลาศตวรรษแรกไปกับการขยายอาณาเขตทางกายภาพ จากนั้นจึงหยุดพยายามหาดินแดนใหม่ และหันมามุ่งเน้นในการเปิดรับผู้อพยพเข้าสู่ประเทศ แม้จะเป็นไปอย่างตะกุกตะกักบ้างในบางครั้ง
ในปัจจุบันทรัมป์กำลังเปลี่ยนทิศทางนั้น โดยมีเป้าหมายที่จะขยายพรมแดนทางกายภาพของอเมริกาอีกครั้ง และจำกัดจำนวนผู้คนที่ประเทศจะยอมให้เข้ามา
ทรัมป์และผู้สนับสนุนของเขาต่างกล่าวว่า อัตลักษณ์ของชาติอเมริกันกำลังตกอยู่ในอันตรายที่จะถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงและถาวร "เราจะไม่มีประเทศเหลืออยู่อีกต่อไป" เป็นคำกล่าวที่ทรัมป์มักใช้บ่อยครั้งเกี่ยวกับอันตรายของการอพยพย้ายถิ่นฐานจำนวนมาก
"เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มาที่ไป" วูดาร์ดกล่าว "เรามีการต่อสู้ในเชิงอุดมการณ์ที่เป็นแก่นแท้ในประวัติศาสตร์อเมริกาว่า เราคือชาติที่ยึดถือความเป็นพลเมืองที่มุ่งมั่นสู่... สังคมที่มนุษย์ทุกคนสามารถมีเสรีภาพได้อย่างเท่าเทียม ทั่วถึง และยั่งยืนตามกาลเวลา ? หรือว่านี่คือรัฐที่เป็นของกลุ่มคนบางกลุ่ม ซึ่งเป็นชาวอเมริกันที่แท้จริงโดยสายเลือดและการสืบเชื้อสายกันแน่ ?"
ในห้วงเวลาอันยาวนานของประวัติศาสตร์โลก 250 ปีเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เป็นเสี้ยววินาที หรือแค่การกะพริบตาเท่านั้น แต่สำหรับสหรัฐฯ 250 ปีที่ผ่านมาถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ แม้ว่าความแตกแยกที่เป็นใจกลางของประเทศ และความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของชาติ จะยังคงเป็นลักษณะเฉพาะที่ดำรงอยู่คู่กับประเทศมาโดยตลอดก็ตาม





























