เสียงปะทุภูเขาไฟที่ดังที่สุดในประวัติศาสตร์เท่าที่มีการบันทึกไว้เกิดขึ้นได้อย่างไร

Historic illustration of a volcanic island eruption, with a large column of ash and smoke rising above the sea.

ที่มาของภาพ, Hulton Archive/Getty Images

คำบรรยายภาพ, การปะทุของภูเขาไฟกรากาตัวคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 36,000 ราย
    • Author, เดซี สเตีเฟนส์
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
  • Published
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

เกาะภูเขาไฟแห่งหนึ่งในอินโดนีเซียปะทุเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา พ่นเถ้าถ่านขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงถึง 250 เมตร จากรายงานของสื่อท้องถิ่น

แม้ว่ากลุ่มติดตามความเคลื่อนไหวของภูเขาไฟในพื้นที่จะระบุว่ายังไม่มีภัยคุกคามในทันทีต่อชุมชนใกล้เคียง แต่รายงานดังกล่าวระบุว่าภูเขาไฟอะนัก กรากาตัว ปะทุหนึ่งครั้งในวันอังคารที่ 7 ก.ค. และอีกสองครั้งในวันพุธที่ 8 ก.ค. โดยอ้างข้อมูลจากหน่วยงานธรณีวิทยาของประเทศ

ชื่อ "อะนัก กรากาตัว" แปลได้ว่า "บุตรแห่งกรากาตัว" มันก่อตัวขึ้นในปี 1927 จากปล่องขนาดใหญ่ใต้ทะเลที่เรียกว่าแอ่งภูเขาไฟรูปกระจาด (caldera) ซึ่งหลงเหลือจากการปะทุของภูเขาไฟกรากาตัว

การประทุของภูเขาไฟกรากาตัวในปี 1883 ถูกระบุว่าเป็นมีร้ายแรงมากที่สุดอันดับที่สองในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกสถิติไว้ โดยเหตุการณ์นี้คร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 36,000 ราย และทำลายหมู่บ้าน 165 แห่ง ราบเป็นหน้ากลอง ภายในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมง

เหตุปะทุดังกล่าวยังสร้างสิ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นเสียงดังที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ โดยผู้คนที่อยู่ห่างออกไปหลายพันไมล์ยังสามารถได้ยินเสียงนั้น นอกจากนี้ มันยังพ่นเถ้าถ่านออกมามหาศาลจนทำให้อุณหภูมิทั่วโลกลดลงเป็นเวลาหลายปี

บีบีซีชวนย้อนมองหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เท่าที่เคยมีการบันทึกไว้

"มืดจนมองไม่เห็นแม้แต่มือที่อยู่ตรงหน้า"

ตามข้อมูลของศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ เอ็นซีอีไอ (National Centers for Environmental Information - NCEI) สัญญาณแรกของภัยพิบัติที่กำลังจะมาถึงปรากฏขึ้นในเดือน พ.ค. 1883

ขณะที่กัปตันเรือรบเยอรมันลำหนึ่งแล่นผ่าน เขาได้เห็นกลุ่มเถ้าถ่านและฝุ่นพวยพุ่งออกมาจากภูเขาไฟกรากาตัว

ก่อนจะเกิดการปะทุขึ้น เกาะภูเขาไฟแห่งนี้สงบนิ่งมานานราว 200 ปี

ตลอดช่วงหลายเดือนถัดมา เรือพาณิชย์และเรือลำอื่น ๆ ก็พบเห็นปรากฏการณ์ลักษณะเดียวกัน

จากนั้น ในวันที่ 26 ส.ค. การปะทุครั้งหายนะก็เริ่มต้นขึ้น

การปะทุครั้งมหึมาครั้งแรกของกรากาตัวทำให้เกิดกระแสลาวา หินพัมมิซ หรือ หินภูเขาไฟ และเถ้าถ่านจำนวนมากไหลทะลักลงสู่ทะเล ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ที่เคลื่อนตัวไปทางเหนือและคร่าชีวิตผู้คนหลายพันราย

ภายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง กลุ่มเถ้าถ่านพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงถึง 30 ไมล์ (48 กม.) และแผ่กระจายออกไปทุกทิศทาง

จากข้อมูลของเอ็นซีอีไอ เมื่อถึงช่วงที่การปะทุมาสู่จุดสูงสุด มวลเถ้าถ่านดังกล่าวพุ่งขึ้นไปในท้องฟ้าสูงถึง 50 ไมล์ (80 กิโลเมตร) ปกคลุมพื้นที่ 300,000 ตารางไมล์ (777,000 ตร.กม.) และทำให้พื้นที่ดังกล่าวจมอยู่ในความมืดมิดนานกว่า 2 วันเต็ม

Black-and-white illustration showing a volcanic eruption, with a towering ash plume above an island surrounded by water.

ที่มาของภาพ, DEA / BIBLIOTECA AMBROSIANA / Contributor via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ในช่วงการปะทุสูงสุด กลุ่มเมฆเถ้าถ่านพุ่งสูงถึง 50 ไมล์ (80 กิโลเมตร) และบดบังดวงอาทิตย์ในพื้นที่เป็นเวลา 2 วันเต็ม

ซิดนีย์ เบเกอร์ เห็นเหตุการณ์ภูเขาไฟปะทุจากเรือของบิดาเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก และออกมาเล่าถึงเหตุการณ์ดังกล่าวในชีวิตช่วงบั้นปลายของเขาว่า "อากาศดูเหมือนจะเต็มไปด้วยฝุ่นหนาทึบ จนเรากลัวว่าจะหายใจไม่ออก" เขาให้สัมภาษณ์กับบีบีซีในปี 1946

"มันมืดมิดเสียจนคุณมองไม่เห็นแม้แต่มือที่อยู่ตรงหน้า เถ้าถ่านเริ่มตกลงมารอบ ๆ เรือ บนเรือ และในน้ำ มีเถ้าถ่านปกคลุมทั่วทั้งลำหนาประมาณหกหรือเจ็ดนิ้ว"

เขาบรรยายเสียงการปะทุว่าเป็นระดับความดังที่ "เหลือเชื่อ"

"ไม่มีคำขยายใด ๆ จะบรรยายความอึกทึกและความปั่นป่วนนั้นได้" เขากล่าว

ไซมอน วินเชสเตอร์ ผู้เขียนหนังสือชื่อว่า "กรากาตัว: วันที่โลกแตกสลาย" (Krakatoa: The Day the World Exploded) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 27 ส.ค. มีเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้ง ก่อนจะเกิด "การระเบิดครั้งมหึมา" เมื่อเวลา 10.02 น. โดยได้ยินไกลถึงออสเตรเลียและเกาะมอริเชียส ซึ่งอยู่ห่างออกไปมากกว่า 2,800 ไมล์ (4,600 กิโลเมตร) จากข้อมูลของเอ็นซีอีไอ

"เกาะทั้งเกาะ ซึ่งประกอบด้วยมวลหินปริมาตร 6 ลูกบาศก์ไมล์ แทบจะระเหยหายไปจากการระเบิดที่พ่นหินพัมมิซและเถ้าถ่านขึ้นสู่ท้องฟ้าสูง 17-18 ไมล์ (ราว 27.2-28.8 กม.) และเกาะก็หายไป" เขากล่าวในรายการพอดแคสต์ชื่อว่าวิตเนสส์ ฮิสทรี (Witness History) ของบีบีซีเมื่อปี 2010

"มันได้ทิ้งหลุมขนาดมหึมาไว้ในทะเลเป็นเวลาไม่กี่วินาที ก่อนที่น้ำปริมาณหลายล้านล้านตันจะไหลกลับเข้าไปเติมเต็ม แต่เพราะบริเวณด้านล่างนั้นร้อนจัด น้ำจึงระเหยกลายเป็นไอในทันที และนั่นก่อให้เกิดสึนามิขนาดมหึมาหลายระลอก"

Photograph of an active volcano emitting a column of ash and steam from its summit above a coastal landscape.

ที่มาของภาพ, FERDI AWED/AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, อะนัก กรากาตัว ก็เคยปะทุเช่นกันในปี 2018

สึนามิเหล่านั้นเป็นส่วนที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดของภัยพิบัติครั้งนี้ โดยเป็นสาเหตุของผู้เสียชีวิต 34,000 ราย จากยอดทั้งหมด 36,000 ราย เบเกอร์เล่าว่าเขาและบิดามุ่งหน้าไปยังเมืองอันเยอร์ บนชายฝั่งตะวันตกของจังหวัดบันเตินในอินโดนีเซีย

"เมืองนี้จมอยู่ใต้น้ำทั้งหมดแล้ว" เขากล่าว

"ผมเคยได้ยินพ่อเล่าว่า โรงแรมที่เขาเคยพักนั้นจมอยู่ใต้น้ำมากเสียจนเขาสามารถแล่นเรือผ่านเหนือโรงแรมนั้น และหย่อนสมอลงไปทางปล่องไฟได้"

ขณะเดียวกัน ผู้คนบางส่วนสามารถรอดชีวิตจากสึนามิและหนีขึ้นไปยังพื้นที่สูงได้ แต่แม้ว่าพวกเขาจะปลอดภัยจากน้ำ พวกเขาก็ไม่ได้ปลอดภัยจากกระแสไพโรคลาสติก ซึ่งเป็นกระแสก๊าซร้อน เถ้าถ่าน และเศษหินจากภูเขาไฟที่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและไหลไปตามพื้นดินราวกับหิมะถล่ม ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาต่อมา

ผลกระทบจากกรากาตัวไม่ได้สิ้นสุดลงหลังผ่านไปแล้ว 48 ชั่วโมง เพราะเถ้าถ่านของมันลอยกระจายไปทั่วโลก ก่อให้เกิดปรากฏการณ์วงแหวนเรืองรอบดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ และทำหน้าที่เสมือนตัวกรองรังสี ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกลดลงมากถึง 0.5 องศาเซลเซียส จากข้อมูลของเอ็นซีอีไอระบุว่า โลกต้องใช้เวลาถึง 5 ปี กว่าจะกลับสู่ภาวะปกติ

อนุภาคดังกล่าวในชั้นบรรยากาศยังทำให้เกิดปรากฏการณ์ท้องฟ้าสีแดงในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและตกไปทั่วโลก เนื่องจากอนุภาคเหล่านี้กระเจิงแสงในลักษณะที่แตกต่างไปจากปกติ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่สามารถพบเห็นได้ในภาพวาดจากยุคนั้น โดยมีบางคนถึงกับเชื่อว่าท้องฟ้าสีแดงในภาพ ที่ชื่อว่า The Scream หรือ เสียงกรีดร้อง ผลงานเอ็ดวาร์ด มุงช์ ศิลปินชาวนอร์เวย์ ได้รับแรงบันดาลใจจากปรากฏการณ์นี้

A framed painting showing a person screaming against a bright red sky displayed in a gallery, with a visitor standing beside it and viewing the artwork.

ที่มาของภาพ, Didier Lebrun / Photonews via Getty Images

คำบรรยายภาพ, พระอาทิตย์ตกสีแดงจากผลของการปะทุของกรากาตัว เชื่อกันโดยบางคนว่าเป็นแรงบันดาลใจให้กับท้องฟ้าในภาพ เสียงกรีดร้อง (The Scream) ของเอ็ดวาร์ด มุงช์

แม้มันสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล แต่การปะทุครั้งนั้นก็ทำให้มนุษย์ได้เรียนรู้บางสิ่งที่เป็นพื้นฐานสำคัญเกี่ยวกับโลกของเรา

ก่อนการปะทุ ไม่มีใครรู้จักกระแสลมกรด (jet stream) ซึ่งเป็นกระแสลมที่มองไม่เห็นในชั้นบรรยากาศระดับสูง และมีบทบาทสำคัญต่อสภาพอากาศของโลก แต่เมื่อผู้คนได้เห็นว่าผลกระทบทางบรรยากาศจากกรากาตัวแผ่ขยายไปไกลเพียงใด ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวก็เปลี่ยนไป

"นี่เป็นเหตุการณ์ครั้งแรกที่มนุษยชาติซึ่งมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตระหนักว่า เหตุการณ์หนึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อโลกทั้งใบได้" วินเชสเตอร์กล่าว

"และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความตระหนักว่า โลกทั้งโลกเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงถึงกัน และสิ่งต่าง ๆ ที่เรามองเป็นเรื่องปกติในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนหรือระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ล้วนมีจุดกำเนิดจากการตระหนักว่าโลกเป็นสถานที่ที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด ซึ่งความตระหนักนั้นถือกำเนิดขึ้นจากการปะทุของกรากาตัว"