ผู้ว่าฯ ชัชชาติแจง 4 ข้อกังวล ปมดาต้าเซ็นเตอร์ผุดกลางกรุง

ดาต้าเซ็นเตอร์ย่านรามคำแหง 28 ซึ่ง สส. ฝ่ายค้านระบุว่ามีพื้นที่กักเก็บน้ำมันได้สูงสุดถึง 4 แสนลิตร แต่เลขานุการ กทม.พลังงานระบุว่าตามใบอนุญาตของกรมธุรกิจพลังงานอนุญาต 2 แสนลิตร

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ดาต้าเซ็นเตอร์ย่านรามคำแหง 28 ซึ่ง สส. ฝ่ายค้านระบุว่ามีพื้นที่กักเก็บน้ำมันได้สูงสุดถึง 4 แสนลิตร แต่เลขานุการ กทม.พลังงานระบุว่าตามใบอนุญาตของกรมธุรกิจพลังงานอนุญาต 2 แสนลิตร
Published
เวลาอ่าน: 6 นาที

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่ามีกิจการศูนย์ข้อมูล หรือดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ขนาดใหญ่ในเมืองหลวงเพียง 3 แห่งเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตแล้ว พร้อมยืนยันว่ายังไม่กระทบต่อการใช้ไฟและน้ำของคนกรุง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการ กทม. พร้อมด้วยผู้บริหารการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), การประปานครหลวง (กปน.) และเลขานุการ รมว.พลังงาน เปิดแถลงข่าววันนี้ (2 ก.ย.) ที่ศาลาว่าการ กทม. หลังปรากฏข้อมูลข่าวสารว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ผุดขึ้นกลางเมืองและชุมชนใน กทม. มากมาย

ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า กทม. ไม่นิ่งนอนใจนับจากได้รับแจ้งว่ามีการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ใกล้กับ รพ.พระราม 9 และได้สั่งให้หยุด ไม่ให้ใบอนุญาตเพิ่มเติมตั้งแต่ 2-3 สัปดาห์ก่อน

เขายังแจกแจงข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม. ที่พบว่ามี 30-40 แห่งว่า ส่วนหนึ่งมีมานานแล้ว เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ที่ให้บริการหน่วยงานในเครือตัวเอง คือเป็นศูนย์ข้อมูลที่อยู่ในตัวอาคารของตนเอง เวลาขออนุญาตจึงเป็นการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ไม่ได้ขอแยก แต่ระยะหลังเทคโนโลยีเปลี่ยนไป เกิดดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ให้บริการหน่วยงานอื่นภายนอก โดยมีอยู่ 6 แห่งที่มาขออนุญาตแบบแยกเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ต่างหากจากทาง กทม. ในจำนวนนี้มี 3 แห่งได้รับใบอนุญาตไปแล้วตั้งแต่ปี 2565-2566 ส่วนอีก 3 แห่งที่เหลือให้หยุดเพื่อไปทบทวนตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อน

ดาต้าเซ็นเตอร์ยังไม่กระทบการใช้น้ำ-ไฟคน กทม.

จากนั้นเขาได้ชี้แจง 4 ข้อกังวลที่มาพร้อมกับการเกิดขึ้นของดาต้าเซ็นเตอร์

ที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์: เนื่องจากดาต้าเซ็นตอร์ไม่เคยมีนิยามในกฎหมาย ผู้ประกอบการจึงขออนุญาตก่อสร้างในรูปแบบ "คลังสินค้า" ซึ่งไม่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ (Environmental Impact Assessment - EIA) และไม่ต้องขออนุญาตเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้นต้องทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องใหม่หมด ซึ่งก็มีประกาศระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ออกมาแล้ว

การใช้ไฟฟ้า: ดาต้าเซ็นเตอร์มีขนาดแตกต่างกัน ถ้าตั้งอยู่ใน กทม. มีขนาด 20 เมกะวัตต์ แต่ถ้าตั้งอยู่ในต่างจังหวัดอาจมีขนาดหลายร้อยเมกะวัตต์เลย เช่น ที่อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี (Eastern Economic Corridor - EEC) ดังนั้นในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ใน กทม. "ทางการไฟฟ้าฯ ยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อการใช้ไฟของคนใน กทม. แต่ต้องติดตามต่อไป"

นายเกษม สระทองฮัก ผู้ช่วยผู้ว่าการ กฟน. ให้ข้อมูลว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม. ซึ่งมีขนาด 20 เมกะวัตต์ ใช่ไฟฟ้าจริง 8 เมกะวัตต์ ซึ่ง กฟน. จะจ่ายไฟแยก ไม่กระทบกับประชาชนในพื้นที่ที่มาขอไฟ และถ้าเปรียบเทียบกับการใช้ไฟของสถานประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้า ก็จะใช้ไฟมากกว่านี้เยอะ พร้อมยืนยันว่าไฟและการเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้มาตรฐาน ยืนยันว่าปลอดภัย

การใช้น้ำ: ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้น้ำป้อนระบบหล่อเย็น ซึ่งทาง กปน. บอกว่าตอนนี้ยังไม่มีผลกระทบต่อประชาชน ไม่มีนัยสำคัญ ส่วนข้อกังวลเรื่องน้ำเสีย ก็ยังไม่พบว่าก่อให้เกิดมลพิษอะไร แต่ต้องติดตามต่อไปว่าจะมีการปล่อยน้ำอุณหภูมิสูงลงคูคลองต่าง ๆ หรือไม่

นายสุพิเชฐ ถาวรทวีวงษ์ รองผู้ว่า กปน. ขยายความว่า ดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ในพื้นที่ กทม. มีปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ยรายเดือน 7,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ขณะที่ รพ.ใหญ่ใช้น้ำ 20,000 ลบ.ม ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ใช้ 30,000-40,000 ลบ.ม. จึงยืนยันว่าดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม. ยังไม่เกิดผลกระทบต่อการให้บริการลูกค้าใน กทม.

การสะสมน้ำมัน: จากข้อกำหนดดาต้าเซ็นเตอร์ต้องมีไฟสำรอง 48 ชม. จึงต้องสะสมน้ำมัน แต่กฎหมายของกรมธุรกิจพลังงานกำหนดว่าถ้าจะสะสมเอาไว้เพื่อใช้ภายในตัวเองให้ได้ไม่เกิน 5 แสนลิตร ถ้าเกินจะถือเป็นคลังน้ำมัน อยู่ในผังเมืองไม่ได้

"เป็นเรื่องดีที่กรมกำหนดขั้นสูงเอาไว้ว่าเกินไม่ได้ จึงเป็นการกำหนดขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์กลาย ๆ ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม. จะใหญ่มากไม่ได้ เพราะไม่สามารถสะสมน้ำมันเกินที่กฎหมายกำหนดไว้ได้" นายชัชชาติกล่าว

น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันท์ เลขานุการ รมว.พลังงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เกิดขึ้นนานแล้วตั้งแต่ปี 2563-2567 มีการขอติดตั้งถังน้ำมันเพื่อสำรองไฟฉุกเฉิน หากมีเหตุไฟดับไฟตก ถึงทำการเปิดเครื่องปั่นไฟ แต่โดยหลักการ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม ให้นโยบายไว้แล้วว่าการขออนุญาตใหม่ ไม่อนุญาต ใครจะขอคลังน้ำมันสำรองเพื่อดาต้าเซ็นเตอร์ให้หยุดเอาไว้ก่อน เราจะมีบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังพิจารณาเรื่องนี้

เลขาฯ รมว. พลังงานยังกล่าวถึง ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ ถ.รามคำแหง 28 ซึ่งเก็บน้ำมัน 4 แสนลิตร ใบอนุญาตของกรมธุรกิจพลังงานไม่ได้ให้ติดตั้งถังและจัดเก็บน้ำมันดีเซลสำรองสำหรับปั่นไฟฉุกเฉินขนาดนั้น โดยให้ประมาณ 2 แสนลิตร "ถ้าตรวจพบว่ามีการเก็บน้ำมันเกิน ต้องถูกดำเนินคดี เพราะถือเป็นการเก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต"

ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ที่พระราม 9 กทม. ยังไม่ได้รับอนุญาตจาก กทม. และกรมธุรกิจพลังงานก็ยังไม่ได้ให้ใบอนุญาตคลังกักเก็บน้ำมันสำรอง ดังนั้นก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งโทษของการลักลอบประกอบกิจการจัดเก็บน้ำมันโดยไม่มีใบอนุญาต ต้องระวางโทษสูงสุดจำคุก 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสน

ตามกฎหมาย การจัดเก็บน้ำมันเกิน 15,000 ลิตรต้องได้รับอนุญาตจากกรมธุรกิจพลังงาน และต้องจัดเก็บไม่เกินปริมาณที่ขออนุญาตไว้

ผู้ว่าฯ กทม. บอกว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ใกล้กับ รพ. "ยังไม่ได้รับอนุญาตจาก กทม."

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ผู้ว่าฯ กทม. บอกว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ใกล้กับ รพ. "ยังไม่ได้รับอนุญาตจาก กทม."

นายชัชชาติกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา กทม. พยายามปฏิบัติตามกฎหมายทุกอย่าง แต่กฎหมายอาจไม่ทันสมัย เพิ่งมีดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ตั้งแยกขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อให้บริการหน่วยงานอื่นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา และเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลขยับ โดยกำหนดนิยามดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นมาตามระเบียบสำนักนายกฯ ทำให้หลายหน่วยงานเอาไปเปลี่ยนดูเรื่องผังเมือง ประปา ไฟฟ้า

"เราเห็นปัญหาก็ต้องรีบแก้... ยอมรับว่ากฎหมายยังมีช่องโหว่อยู่ ก็เป็นเวลาที่ดี มองไปอนาคตว่าจะปรับมาตรฐานให้ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทโลกมากขึ้นอย่างไร" นายชัชชาติกล่าว

ผู้ว่าฯ กทม. ยังบอกด้วยว่า ได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ใน 2 กรณีคือ ที่ติดกับ รพ. พระราม 9 ซึ่งยังไม่เปิดทำการ และอีกแห่ง มีการการทดสอบเครื่องปั่นไฟฉุกเฉินในช่วงกลางคืน ก่อให้เกิดเสียงดังรบกวนประชาชน ส่วนข้อกังวลเรื่องคลื่นความร้อน ยังไม่มีการร้องเรียนมายัง กทม.

สส. พรรคส้มเผยดาต้าเซ็นเตอร์มีพื้นที่กักน้ำมัน 4 แสนลิตร

การตั้งโต๊ะแถลงข่าวของ กทม. ในวันนี้ (2 ก.ย.) เกิดขึ้นหลังจาก สส. ฝ่ายค้านออกมาเปิดเผยว่ามีศูนย์ข้อมูลแห่งหนึ่งที่ขออนุญาตก่อสร้างเป็นอาคารคลังสินค้า แต่มีพื้นที่กักเก็บน้ำมันได้สูงสุดถึง 400,600 ลิตร

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ชี้ให้เห็น "ช่องว่าง" จากการไม่มีกฎหมายมากำกับดูแลกิจการนี้ ผู้ประกอบการจึงขออนุญาตก่อสร้างในรูปแบบอาคารคลังสินค้า ซึ่งไม่ต้องทำ EIA ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรไฟฟ้า ทรัพยากรน้ำ การปล่อยความร้อน เสียง หรือการบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง

สส. จากพรรคสีส้มกล่าวต่อไปว่า ตามกฎหมายผังเมือง คลังสินค้าสามารถก่อสร้างได้ในเกือบทุกผังเมือง ดังนั้นการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลโดยระบุว่าเป็นอาคารคลังสินค้า จึงสามารถตั้งอยู่ข้างโรงพยาบาลหรือใกล้ชุมชนได้อย่างสะเปะสะปะ ทั้งที่ควรถูกกำหนดหรือโซนนิ่งตามขนาดการใช้ไฟฟ้าและอยู่ห่างไกลชุมชน

เขาจึงมีข้อเรียกร้องไปยัง 2 หน่วยงาน

  • เสนอให้ผู้ว่าฯ กทม. ใช้อำนาจออกข้อบัญญัติ กทม. เพื่อกำหนดนิยามศูนย์ข้อมูล และแก้ไขข้อบัญญัติควบคุมอาคารเป็นการฉุกเฉิน รวมทั้งนำร่างผังเมืองฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการกว่า 2 ปีกลับไปปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อกำหนดข้อบังคับเรื่องศูนย์ข้อมูลให้เรียบร้อยก่อนประกาศใช้
  • เรียกร้องให้ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งรัดสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กำหนดให้กิจการศูนย์ข้อมูลต้องจัดทำ EIA เพื่อให้เกิดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

รัฐบาลเล็ง "จัดระเบียบ" ดาต้าเซ็นเตอร์

ส่วนท่าทีจากรัฐบาลกลาง นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) กล่าวเมื่อ 1 ก.ย. ว่า ได้รับรายงานเรื่องนี้มาแล้วระยะหนึ่ง และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบแล้ว เนื่องจากดาต้าเซนเตอร์เหล่านี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาตและกระจายอยู่หลายแห่ง

ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI) บอกว่า จะพูดคุยกับนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะต้องมีการจัดระเบียบ เนื่องจากยังมีบางส่วนที่ยังไม่ได้มีเอกสารรับรอง

รองนายกฯ จะเรียกประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์วันที่ 4 ก.ย. นี้

ข้อมูลจากเว็บไซต์ดาต้าเซ็นเตอร์แมป (Data Center Map) พบว่า ไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม. และจังหวัดใกล้เคียงอย่างน้อย 49 แห่ง ทั้งนี้ในส่วนของ กทม. ได้กระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ อาทิ ถ.รามคำแหง เขตบางกะปิ, ถ.เจริญกรุง เขตบางรัก, ถ.วิทยุ เขตปทุมวัน, ถ.กำแพงเพชร 6 เขตจตุจักร, ถ.บางนา-ตราด เขตบางนา, ถ.สาธร เขตยานนาวา, ถ.สีลม เขตสาธร, ถ.รัชดาภิเษก เขตห้วยขวาง