จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปหลังการเจรจาสันติภาพอิหร่าน-สหรัฐฯ ล่มไร้ข้อตกลง ขณะที่สหรัฐฯ เตรียมปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซคืนนี้

ที่มาของภาพ, Farooq Naeem / AFP via Getty Images
- Author, นิค เอริกสัน
- Role, บีบีซี เวิล์ด เซอร์วิส
- เวลาอ่าน: 9 นาที
ความล้มเหลวของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่เกิดขึ้น ณ กรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน โดยปราศจากข้อตกลง ได้ก่อให้เกิดข้อสงสัยต่อความเป็นไปได้ของการบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ
ก่อนหน้าที่การเจรจาจะเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่รัฐของปากีสถานได้ออกมาส่งสัญญาณบวก โดยย้ำว่าปากีสถานได้รับความเชื่อใจจากทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่แตกต่างคนกลางในการเจรจาครั้งอื่น ๆ
หัวหน้าคณะผู้แทนสหรัฐฯ อย่างรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ก็แสดงท่าทีเชิงบวกเช่นเดียวกัน ทว่าหลังการเจรจาที่ยืดเยื้อข้ามคืนถึงวันอาทิตย์ เขาได้ประกาศว่าไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการเจรจาได้
บางส่วนระบุว่าความเห็นที่แตกต่างเชิงพื้นฐานเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน รวมถึงประเด็นขัดแย้งอื่น ๆ เป็นสาเหตุที่ทำให้การเจรจาล่มลง
เช่นนั้นแล้วสถานการณ์ความขัดแย้งจะเดินต่อไปอย่างไร และตัวเลือกของคู่ขัดแย้งหลักในสงครามครั้งนี้คืออะไร
บริบทแวดล้อมบางประการ
ลีซ ดูเซต์ หัวหน้าผู้สื่อข่าวต่างประเทศ รายงานว่าการเจรจาที่กรุงอิสลามาบัดครั้งนี้ ถือเป็นการหารือระดับสูงที่สุดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ นับตั้งแต่การปฏิวัติอิหร่านในปี 1979
"การทูตแบบนี้ไม่สามารถจบได้ภายในวันเดียว" ดูเซต์กล่าว พร้อมเสริมว่าสัญญาณก่อนเริ่มการเจรจาก็ชี้แล้วว่ากระบวนการนี้จะไม่จบลงอย่างรวดเร็ว
ดูเซต์ยังระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้ถ้อยคำแข็งกร้าวมาโดยตลอด เช่น "อิหร่านพ่ายแพ้แล้ว อิหร่านต้องยอมจำนน" ขณะที่แวนซ์ก็สะท้อนท่าทีเดียวกันโดยระบุว่ารัฐบาลอิหร่านต้องยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐฯ ที่ท่าทีของสหรัฐฯ ออกมาเป็นแบบนี้นั่นเพราะว่า หากดูจากตัวเลข อิหร่านสูญเสียทางทหารอย่างหนัก และผู้นำระดับสูงหลายคนถูกลอบสังหาร
อย่างไรก็ตาม ดูเซต์ชี้ว่า อิหร่านไม่น่าจะยอมจำนนต่อแรงกดดันในลักษณะคำขาด และพวกเขาก็ไม่ได้เดินทางมายังกรุงอิสลามาบัดเพื่อยอมจำนน
"อิหร่านมาที่กรุงอิสลามาบัดโดยไม่ได้คิดว่าตัวเองแพ้สงคราม ตรงกันข้าม มองว่าตัวเองกำลังเป็นฝ่ายได้เปรียบ เชื่อว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่า ยังสามารถตอบโต้ได้ และใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือกดดัน"
อนาคตการเจรจาและการทูต

ที่มาของภาพ, Jacquelyn Martin - Pool/Getty Images
เป็นไปได้ไหมว่าทั้งสองฝ่ายจะเดินทางกลับไปยังเมืองหลวงของตัวเองและให้เวลากับกระบวนการทางการทูตมากขึ้น หรือประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะตัดสินใจว่านี่คือห้วงเวลาแห่งการยกระดับหรือไม่
นิโคลัส ฮอปตัน อดีตเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำอิหร่าน มองว่ายังมีสัญญาณเชิงบวกจากสิ่งที่เกิดขึ้นในกรุงอิสลามาบัด
"ดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายมีการเจรจาที่สร้างสรรค์" ฮอปตันกล่าว "พวกเขาพูดคุยกันเป็นเวลานานอย่างน่าทึ่งตลอดทั้งวัน และรูปแบบการเจรจาก็เปิดทางให้มีทั้งการหารือเชิงเทคนิคอย่างละเอียด และการแถลงในภาพรวม"
เขากล่าวว่า แม้ทั้งสองฝ่ายจะตั้งข้อเรียกร้องในระดับ 'สูงสุด' (maximalist) และช่องว่างระหว่างกันยังคงกว้างอยู่ แต่ก็ดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายจะคาดหวังว่าจะมีการเจรจารอบต่อไป
"ข้อตกลงนี้ หากสุดท้ายสามารถเกิดขึ้นได้จริง น่าจะมีองค์ประกอบใหม่ ๆ และซับซ้อนยิ่งกว่าข้อตกลงปี 2015" เขากล่าว โดยอ้างถึงข้อตกลงที่สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ทำกับอิหร่าน
ด้านคัสรา นาจี ผู้สื่อข่าวพิเศษของบีบีซีแผนกภาษาเปอร์เซีย ก็ประเมินไปในทิศทางเดียวกันว่า "ทุกอย่างยังไม่ถึงทางตัน"
"หัวหน้าคณะผู้แทนอิหร่านในการเจรจา โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ โพสต์ข้อความตำหนิฝ่ายสหรัฐฯ ว่าไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับคณะผู้แทนอิหร่านได้ 'ในการเจรจารอบนี้' พร้อมเปิดทางให้มีการเจรจาต่อไป" นาจี เขียนไว้
บีบีซีเข้าใจว่า แม้การเจรจาอย่างเป็นทางการจะยุติลงแล้ว แต่ยังมีการพูดคุยทางอ้อมระหว่างผู้แทนอิหร่านและสหรัฐฯ ผ่านปากีสถานอย่างต่อเนื่อง
"เรื่องนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทั้งสหรัฐฯ หรืออิหร่าน และเช่นเดียวกับที่ผ่านมา ก็เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจลักษณะของการหารือผ่านตัวกลาง" อาซาเดห์ โมชีรี ผู้สื่อข่าวบีบีซีในกรุงอิสลามาบัดกล่าว "แต่ก็อาจสะท้อนว่าประตูสู่การไกล่เกลี่ยและการเจรจาลับยังไม่ปิดลงโดยสิ้นเชิง"
ปฏิบัติการทางทหารและการยกระดับ
เช่นนั้น แปลว่าฝั่งสหรัฐฯ จะเลือกไม่ยกระดับสงครามแล้วหรือไหม่ อย่างน้อยที่สุดในตอนนี้ที่ดูเหมือนว่าทรัมป์จะมีความอดทนและมีกลยุทธ์มากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่า 'ใช่' โดยชี้ว่า อิหร่านยังคงมีอำนาจต่อรองเหนือสหรัฐฯ โดยเฉพาะจากการที่การค้าโลกยังถูกรบกวนอย่างยืดเยื้อ การที่ผู้นำและเครือข่ายตัวแทนของอิหร่านยังอยู่รอด รวมถึงการมีสต็อกยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ
สำนักข่าวทัสนิม (Tasnim) อ้างแหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่า "อิหร่านไม่ได้เร่งรีบในการเจรจา" พร้อมเสริมว่า "ตอนนี้ลูกบอลอยู่ในฝั่งของสหรัฐฯ"
ขณะที่อาซาเดห์ โมชีรี ผู้สื่อข่าวเอเชียใต้ของบีบีซี สรุปว่า "บทเรียนสำคัญคือ การใช้กำลังแบบตรงไปตรงมายังไม่สามารถกดดันให้อิหร่านรู้สึกว่าต้องยอมอ่อนข้อได้"

ที่มาของภาพ, Atta Kenare / AFP via Getty Images
หลังการเจรจาล้มเหลว มีรายงานจากหลายแหล่ง ระบุว่า ทรัมป์กำลังพิจารณาการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านซึ่งมีลักษณะคล้ายกับมาตรการที่ใช้ก่อนการโค่นอำนาจนิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ในเดือน ม.ค.
ปฏิบัติการในช่วงสุดสัปดาห์ระหว่างที่การเจรจากำลังดำเนินอยู่ดูจะสอดคล้องกับแนวคิดนี้ โดยเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการจัดตั้ง "เส้นทางเดินเรือปลอดภัย" (safe maritime corridor) ผ่านการเคลียร์เส้นทางอย่างแข็งขัน เพื่อเปิดการสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่ามาตรการเหล่านี้จะเกิดขึ้นควบคู่กับการกลับมาโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านหรือไม่
มีรายงานล่าสุดเมื่อเวลา 7.53 น. ตามเวลาในประเทศไทยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณากลับมาเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน หลังการเจรจาในช่วงสุดสัปดาห์ที่ปากีสถานไม่สามารถนำไปสู่การยุติสงครามอย่างถาวรได้
หนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอนัล อ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ไม่เปิดเผยชื่อ ซึ่งระบุว่า ทรัมป์กำลังพิจารณาทางเลือกการโจมตีควบคู่ไปกับมาตรการอื่น ๆ รวมถึงการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเขาได้ประกาศเมื่อวันอาทิตย์
ทำเนียบขาวให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า "ทางเลือกทุกทางยังอยู่บนโต๊ะ" เมื่อถูกถามถึงรายงานดังกล่าว
โอลิเวีย เวลส์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า "ประธานาธิบดีได้สั่งการปิดล้อมทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซแล้ว เพื่อยุติการบีบบังคับของอิหร่าน และยังคงเปิดทุกทางเลือกอื่นไว้อย่างรอบคอบ ใครก็ตามที่บอกกับวอลสตรีทเจอนัลว่ารู้ว่าทรัมป์จะทำอะไรต่อไป เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น"
ก่อนหน้านี้ไม่นาน ณ ฐานทัพร่วมแอนดรูว์ส ใกล้กรุงวอชิงตัน ดีซี หลังเดินทางกลับจากรัฐฟลอริดา ทรัมป์บอกผู้สื่อข่าวว่า "ผมไม่สนใจว่าพวกเขาจะกลับมา[ยังโต๊ะเจรจา]หรือไม่ ถ้าไม่กลับมา ผมก็โอเค"
เขายังระบุด้วยว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน "ยังคงดำเนินไปได้ดี"
ในเวลาต่อมา อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่า สหรัฐฯ และอิหร่าน "เกือบจะบรรลุข้อตกลงแล้ว" ในการเจรจาที่ปากีสถาน แต่รัฐบาลอิหร่านกลับเผชิญกับ "ข้อเรียกร้องสูงสุด การเปลี่ยนเงื่อนไขไปมา และการปิดล้อม"
โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจาในปากีสถาน ดูเหมือนจะเป็นการเหน็บแนมการตัดสินใจของสหรัฐฯ โดยโพสต์ข้อความบนเอ็กซ์ ว่า "ก็สนุกกับราคาน้ำมันตอนนี้ไปก่อนแล้วกัน กับสิ่งที่เรียกว่า 'การปิดล้อม' อีกไม่นานคุณจะโหยหาราคาน้ำมัน 4–5 ดอลลาร์สหรัฐ"
ในแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ที่เผยแพร่ผ่านสื่ออิหร่าน กาลิบาฟย้ำว่า อิหร่านจะไม่ "ยอมจำนนภายใต้การข่มขู่"
ขณะที่กองทัพเรืออิหร่านตอบโต้ต่อคำขู่ของทรัมป์ที่ว่าจะปิดล้อม "เรือทุกลำ" ที่พยายามเข้าออกช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่า เรือรบใด ๆ ที่เข้าใกล้พื้นที่ดังกล่าวจะถูกจัดการ "อย่างรุนแรง"
ด้านกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า จะเริ่มปิดล้อมท่าเรืออิหร่านในวันจันทร์นี้ แต่จะ "ไม่ขัดขวาง" เรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อเดินทางไปหรือมาจากประเทศอื่น ๆ
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) โพสต์ข้อความผ่านเอ็กซ์ระบุว่า จะเริ่มการปิดล้อมการจราจรเข้าและออกจากท่าเรืออิหร่านจะเริ่มเวลา 10:00 น. ตามเวลาภาคตะวันออก (หรือราว 21 .00 น. ตามเวลาในไทย) ของวันจันทร์ที่ 13 เม.ย. นี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะบังคับใช้อย่างเป็นกลางกับเรือของทุกชาติที่เข้าหรือออกจากท่าเรือและพื้นที่ชายฝั่งของอิหร่าน รวมถึงท่าเรืออิหร่านทั้งหมดในอ่าวอาหรับและอ่าวโอมาน
ขณะที่ หัวหน้าผู้สื่อข่าวต่างประเทศรายงานว่า ท้ายที่สุด ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ควรตระหนักถึงประเด็นสำคัญสองข้อ "หนึ่ง [การกลับไปสู่สงคราม] เป็นแนวทางที่ไม่เป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศ"
ทรัมป์ย่อมตระหนักถึงผลกระทบทางการเมืองภายในจากความขัดแย้งระดับโลกที่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะหากค่าครองชีพยังคงปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. กำลังใกล้เข้ามา
ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งใช้วัดราคาสินค้าและบริการ พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบเกือบสองปี สะท้อนสัญญาณเตือนถึงแรงกดดันที่อาจเกิดขึ้นต่อไป
"สอง มันอาจไม่ได้ผล" ดูเซต์กล่าวเสริม "อิหร่านจะตอบโต้กลับ"
รายงานเพิ่มเติมโดยบีบีซีนิวส์






























