ไบลด์เดตของจริงแบบ 'ปิดตาเปิดใจ' ในอินโดนีเซีย เมื่อโลกออนไลน์-แอปฯหาคู่ ไม่ตอบโจทย์

ที่มาของภาพ, BBC News Indonesia/Silvano Hajid
- Author, ซิลวาโน ฮายิด
- Role, ผู้สื่อข่าว บีบีซีแผนกภาษาอินโดนีเซีย
- Published
- เวลาอ่าน: 10 นาที
เมื่อปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา นีนา (นามสมมติ) ซึ่งทำงานในสายงานสร้างสรรค์ที่เมืองมาลัง จังหวัดชวาตะวันออก ได้เดินทางมาที่สุราบายา เมืองใหญ่อันดับที่สองของอินโดนีเซีย เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมนัดบอด
นีนา ในวัย 30 ปี ครองโสดมาเป็นเวลาสองปีแล้ว เธอเคยลองหาคู่ผ่านแอปฯ หาคู่ แต่ประสบการณ์ที่ต้องพบเจอนั้นเลวร้ายมาก
"ฉันไม่ค่อยไว้ใจแอปฯ หาคู่ เพราะเกือบถูกหลอกหลายครั้ง บางคนเข้ามาแสดงความรักและความสนใจอย่างท่วมท้นเกินจริง (love bombing) และบางคนก็ขอข้อมูลบัตรประชาชน (KTP) ของฉัน" นีนาอธิบาย
ท่ามกลางตารางงานที่ยุ่งมากของเธอ นีนามองเห็นโอกาสที่จะได้ทำความรู้จักผู้คนใหม่ ๆ และอาจได้พบคู่รักผ่านกิจกรรมนัดบอด
นีน่าเดินทางมาถึงสถานที่นัดบอดเป็นคนแรก โดนที่นั่นเป็นร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเมืองสุราบายา
เธอสวมฮิญาบสีดำคู่กับเสื้อสีครีม เพราะผู้จัดงานแนะนำไว้ว่าให้ผู้เข้าร่วมสวมเสื้อผ้าโทนสีเอิร์ธโทน (สีตามธรรมชาติ)
จากนั้นหนึ่งในผู้จัดงานจึงเดินเข้ามาหานีน่าและเชิญเธอเข้าไปในร้านกาแฟ
นีน่านั่งรออยู่ที่โต๊ะซึ่งมีเก้าอี้สองตัววางหันหน้าเข้าหากัน ภายในร้านมีโต๊ะลักษณะเดียวกันนี้อีกทั้งหมดหกโต๊ะ
การนัดบอดของนีน่าจัดขึ้นโดย ไบลด์เดต อินโดนีเซีย (Blinddate Indonesia) และงานในวันนั้นเป็นการจัดครั้งที่ 22 ของโครงการ
มหาธีร์ อัล อัฟกานี ไซน์ หรือที่คนคุ้นเคยเรียกว่า อัล ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Blinddate Indonesia เดินตรวจความเรียบร้อยของสถานที่และอุปกรณ์จัดงานอยู่ตลอดทั้งวัน
อัลเปิดเผยว่า มีผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้แล้วประมาณ 1,300 คน
"อย่างไรก็ตาม จากผู้สมัครนับพันคน มีเพียง 12 คน ที่ผ่านกระบวนการคัดเลือก แบ่งเป็น ผู้หญิง 6 คน และผู้ชาย 6 คน" อัลกล่าว
การคัดเลือกผู้เข้าร่วมถือเป็นหัวใจสำคัญสำหรับกิจกรรมนัดบอดของอัล เนื่องจากเขามีเป้าหมายที่เรียกว่า 'ความเท่าเทียมระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย'
เขามองว่าความเท่าเทียมดังกล่าวจะช่วยให้การนัดบอดครั้งนี้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและสบายใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหาคู่ชีวิต
"ความเท่าเทียมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน ตัวอย่างเช่น การแต่งงานเป็นพันธะทางศาสนาที่ยาวนานที่สุดตามความเชื่อของผม นั่นคือศาสนาอิสลาม ดังนั้น ความเท่าเทียมในด้านการเงิน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สุขภาพจิต ตลอดจนงานอดิเรก ล้วนเป็นปัจจัยที่มีผลต่อกระบวนการคัดเลือกผู้เข้าร่วม" อัลกล่าว
เขายอมรับด้วยว่า เขาจำเป็นต้องทำความเข้าใจความคาดหวังของผู้สมัครแต่ละคนให้มากที่สุด เพื่อให้เขาและทีมงานสามารถคัดเลือกผู้เข้าร่วมได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
มีคนประมาณ 10 คนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการคัดเลือกนี้ และใช้เวลาถึง 14 วันในการเฟ้นหาผู้เข้าร่วมที่มีศักยภาพสำหรับกิจกรรมนัดบอดดังกล่าว
ผู้เข้าร่วมทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกจะต้องชำระเงินจำนวนหนึ่ง เพื่อแสดงถึงความจริงจังในการมองหาคู่ครอง อย่างไรก็ตาม อัลบอกว่าเขาไม่ได้ทำกิจกรรมนี้เพื่อแสวงหากำไร
"เราให้ความสำคัญกับอุดมการณ์ คือการจับคู่คนที่มีความเหมาะสมและอยู่ในระดับเดียวกัน" อัลกล่าวเสริม
เขาได้เริ่มสร้างแนวคิดและอุดมการณ์นี้มาตั้งแต่ปี 2021 และสามารถทำให้เป็นจริงได้ในปี 2023
และแล้ว ออเลีย เลสตารี เราฟ์ พิธีกรของงาน ซึ่งเป็นภรรยาของอัล ก็กำลังกล่าวเชิญผู้เข้าร่วมหญิงให้เข้าไปในห้องภายในร้านกาแฟ
ไม่นานนัก เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ผู้หญิงทั้งหกคนก็นั่งประจำที่เก้าอี้ของตน โดยมีผ้าสีเหลืองปิดตาไว้
ส่วนผู้เข้าร่วมชายที่รออยู่ด้านนอกก็ถูกเชิญเข้ามาภายในร้าน โดยทุกคนสวมผ้าปิดตาเหมือนกัน
พวกเขาต่างนั่งหันหน้าเข้าหากัน โดยผู้เข้าร่วมแต่ละคนจะมีเวลาประมาณ 10 นาที ในการพูดคุย ก่อนจะสลับไปสนทนากับผู้ที่อาจเป็นคู่ของตนคนถัดไปจนครบทุกคน
จากนั้นเสียงออเลียก็ดังขึ้น เธอประกาศว่าหมดเวลาสนทนาลงแล้ว
"กรุณาเลื่อนไปพูดคุยกับคนอื่นต่อได้เลยค่ะ" เธอกล่าว
บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงหัวเราะ ไม่มีผู้เข้าร่วมคนใดที่ดูเหมือนจะปิดกั้นตัวเองหรือเก็บตัวเลย
ทุกคนดูเหมือนจะใช้ทุกวินาทีที่มีอยู่เพื่อทำความรู้จักกันและกันให้มากที่สุด แม้ว่าจะยังปิดตาอยู่ก็ตาม
นีน่าก็เช่นเดียวกัน เธอใช้เวลาทุกช่วงขณะในการพูดคุยและทำความรู้จักกับผู้เข้าร่วมคนอื่น ๆ อย่างเต็มที่
หลังจบกิจกรรม นีน่ายอมรับว่าเธอรู้สึกได้ถึง "ประกายความรู้สึกบางอย่าง (spark)" ที่เกิดขึ้นระหว่างการเข้าร่วมงาน
"เพราะปกติเราไม่เคยมีบทสนทนาที่เข้มข้นแบบนี้มาก่อน แต่พูดตามตรง ตอนนี้ฉันก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกใคร" เธอกล่าว
อย่างน้อยที่สุด เธอได้ค้นพบว่าเธอไม่ได้อยู่เพียงลำพัง เพราะมีผู้หญิงอีกหลายคนในวัยเดียวกันที่ต่างก็ยุ่งอยู่กับหน้าที่การทำงาน จนไม่มีเวลาพบปะผู้คนใหม่ ๆ จึงเลือกมาลองนัดบอดเช่นเดียวกัน
"เหตุผลที่ฉันอยากลองนัดบอดก็เพราะอยากเปิดใจและทดสอบตัวเอง" เธอกล่าว พร้อมเสริมว่าเธอ "อยากรู้ว่าตัวเองจะเปิดรับคนอื่นได้มากแค่ไหนในการพบกันเพียงครั้งเดียว"
นีน่ายังระบุด้วยว่า เธอไม่ได้คาดหวังเต็มร้อยว่างานนัดบอดครั้งนี้จะพัฒนาไปเป็นความสัมพันธ์เชิงโรแมนติก
"ฉันรู้สึกว่าในสถานการณ์แบบนั้น ทุกคนต่างเข้าใจจุดประสงค์ของงานอยู่แล้ว เลยทำให้ฉันมั่นใจที่จะเปิดใจพูดคุยมากขึ้น" เธอกล่าว
ผู้เข้าร่วมอีกคนหนึ่งคือ ดินดา (นามสมมติ) ซึ่งเป็นข้าราชการ ก็มีความรู้สึกไม่ต่างกัน
"รู้สึกโล่งใจที่ได้เห็นว่ายังมีคนอายุใกล้เคียงกับฉันที่ยังโสดเหมือนกัน" ดินดากล่าว
สำหรับเธอ การนัดบอดครั้งนี้เปรียบเสมือนการดูซีรีส์เรื่องหนึ่ง
"ถ้าเรารู้สึกว่าเข้ากันได้ดี เราก็จะรอติดตามตอนต่อไป ฉันได้แลกเบอร์ติดต่อและบัญชีโซเชียลมีเดียไว้แล้ว ถ้าภายหลังพบว่าวิสัยทัศน์และเป้าหมายชีวิตของเราตรงกัน บางทีเราอาจก้าวไปสู่ตอนต่อไปได้" ดินดาอธิบาย
ด้วยเหตุนี้ สำหรับนีน่าและดินดา การนัดบอดครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้น เป็นความพยายามของผู้หญิงยุคปัจจุบันในการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้รู้จักผู้คนใหม่ ๆ และพิจารณาถึงภูมิหลัง ชีวิตความเป็นมา และอนาคตร่วมกันที่อาจนำไปสู่การแต่งงาน
อัลบอกว่า นับตั้งแต่ปี 2023 ถึงปี 2026 มีคู่รักอย่างน้อย 10 คู่ ที่พบกันผ่านกิจกรรมนัดบอดที่เขาเป็นผู้ริเริ่ม และสานต่อความสัมพันธ์จนก้าวไปสู่การแต่งงาน
สองเดือนหลังจากงานนัดบอด นีน่ายอมรับว่าเธอยังคงเป็นเพื่อนที่ดีและพูดคุยติดต่อกับผู้เข้าร่วมหลายคนจากกิจกรรมนัดบอดครั้งที่ 22 ของ Blinddate Indonesia อยู่เสมอ
ทั้งนีน่าและดินดายังกล่าวด้วยว่า พวกเธอเชื่อมั่นในความน่าเชื่อถือของบริการจัดหาคู่และนัดบอดแห่งนี้ พวกเธอยังรู้สึกปลอดภัยด้วยเพราะกิจกรรมจัดขึ้นในสถานที่เปิดและมีผู้คนพลุกพล่าน
สำหรับนีน่า บริการนัดบอดยังช่วยให้เธอค้นหาคู่ครองที่ตรงกับคุณสมบัติที่ต้องการได้ง่ายขึ้น
"เพราะมันทำให้คุณได้เลือกมากขึ้นและไม่ต้องเสียเวลาค้นหาคนรู้ใจผ่านแอปฯ หาคู่" เธอกล่าว
ความท้าทาย-ซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นในการหาคู่ครอง
เวลาจะพิจารณาว่าจะแต่งงานกับใครสักคนหรือไม่ ดินดากล่าวว่า เธอต้องการทั้งความรักและเหตุผล
"ถ้ามีแค่ความรักอย่างเดียว ฉันจะเอาอะไรกินล่ะ ดังนั้นเราจึงต้องใช้เหตุผลในการใช้ชีวิต เราต้องมีความสมดุลระหว่างสองสิ่งนี้ รวมถึงสิ่งสำคัญที่สุดคือความรู้ทางการเงิน" ดินดากล่าว
เธอเชื่อว่า หากทุกอย่างได้รับการเตรียมพร้อมอย่างดี รวมถึงเรื่องการเงิน ชีวิตสมรสซึ่งเธอเรียกว่า "การเดินทางอันยาวไกล" ก็จะดำเนินไปได้โดยไม่ "สร้างปัญหาให้กับตัวเราเอง คู่ชีวิตของเรา หรือแม้กระทั่งคนอื่น"
ในฐานะผู้หญิงยุคใหม่ ดินดายอมรับว่า เธอมีอิสระในการกำหนดมาตรฐานของคู่ครองในอุดมคติของตนเอง
"นี่ไม่ได้หมายความว่าเราดูถูกผู้ชาย เราในฐานะผู้หญิงสามารถใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเอง คุณในฐานะผู้ชายก็สามารถเห็นความสำเร็จของพวกเราได้ และนั่นไม่ง่าย ดังนั้นสิ่งนี้ก็น่าจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้ชายปฏิบัติต่อผู้หญิงอย่างเท่าเทียมกัน" ดินดาอธิบาย
ส่วนนีน่ามองว่า ในการมองหาคู่ชีวิต สิ่งสำคัญคือการมีความเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับความต้องการของกันและกัน
"ฉันต้องการอะไร เขาต้องการอะไร เราจะเติมเต็มซึ่งกันและกันได้หรือไม่ เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ความรักก็สามารถเติบโตขึ้นได้" นีน่ากล่าว
นีน่าบอกว่ายุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว ปัจจุบันความคาดหวังและข้อกำหนดในการแต่งงานสูงกว่าสมัยที่พ่อแม่ของเธอแต่งงานกันมาก
ในเชิงสถิติ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติกลางอินโดนีเซีย แสดงให้เห็นว่า จำนวนการแต่งงานในอินโดนีเซียมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2013-2025 โดยจากกว่า 2 ล้านคู่สมรสในปี 2018 ลดลงเหลือประมาณ 1.57 ล้านคู่ในปี 2023 และเหลือ 1.48 ล้านคู่ในปี 2025
นีน่าเองก็กล่าวถึงประเด็นนี้เช่นกัน เธอยอมรับว่าแท้จริงแล้วเธอ "สามารถใช้ชีวิตคนเดียวได้" แต่ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องยากที่จะอยู่เพียงลำพังไปตลอด
ด้าน เดซินธา อัสรีอานี นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยกาจาห์มาดา อธิบายว่า ปัจจุบันเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "ช่วงเวลารอคอยก่อนการแต่งงาน" (waiting period for marriage) ขึ้น และการศึกษาก็เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง
"ปัจจุบันมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจแต่งงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียนให้จบก่อน การสร้างเส้นทางอาชีพ และการมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วยตนเอง ดังนั้นจึงมีเหตุผลที่จะชะลอการแต่งงานออกไป" เดซินธาอธิบาย
ท้ายที่สุดแล้ว มาตรฐานและความคาดหวังเกี่ยวกับการแต่งงานในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้นกว่าในอดีต ซึ่งครั้งหนึ่งการแต่งงานมักเกิดขึ้นจากแรงผลักดันของครอบครัวและบรรทัดฐานทางสังคมเป็นสำคัญ
ตามคำกล่าวของเดชินธา ผู้หญิงในอดีตต้องพยายามต่อรองกับตราบาปทางสังคมที่ถูกมองว่าเป็น "สาวโสดขึ้นคาน" ท่ามกลางปัญหาด้านเศรษฐกิจ
เธออธิบายว่า เป็นไปได้อย่างมากที่ผู้หญิงในอดีตจะไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา ดังนั้นพ่อแม่จึงมองว่าการแต่งงานเป็นทั้งหลักประกันทางเศรษฐกิจและเครื่องแสดงสถานะทางสังคม ซึ่งถือเป็นรูปแบบหนึ่งของความมั่นคงในชีวิต
"ปัจจุบัน มาตรฐานในการแต่งงานมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งในเรื่องความพร้อมทางการเงิน ความพร้อมทางจิตใจ และความพร้อมทางสังคมในบริบทของความเท่าเทียมทางเพศ เช่น ความมีเหตุผลของผู้หญิงที่มีหน้าที่การงาน ซึ่งจะพิจารณาด้วยว่าคู่ครองในอนาคตสามารถสนับสนุนความฝันและเป้าหมายต่าง ๆ ของพวกเธอได้หรือไม่" เดชินธาอธิบาย
ดังนั้น ในท้ายที่สุด ผู้หญิงจึงมักประเมินว่าความคิดเรื่องความเท่าเทียมเกิดขึ้นในความสัมพันธ์มากน้อยเพียงใด
ในมุมมองด้านเพศสภาพ (gender) เดชินธากล่าวว่า ความเท่าเทียมหมายถึงมุมมองที่ผู้หญิงและผู้ชายมีสิทธิในการเข้าถึงโอกาสและมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกันในการไล่ตามความฝันและเป้าหมายของตน
"อย่างไรก็ตาม ในสังคมแบบชายเป็นใหญ่ ความสัมพันธ์มักมีลักษณะไม่เท่าเทียมกัน กล่าวคือมีการกำหนดบทบาทตายตัว ราวกับว่าในชีวิตสมรส ผู้ชายต้องเป็นผู้นำและเป็นผู้หารายได้หลัก จึงได้รับสิทธิพิเศษมากมายในการมีอำนาจเหนือกว่า" เธอกล่าว
ขณะที่บทบาทของผู้หญิงมักถูกคาดหวังให้รับผิดชอบ "งานภายในบ้าน" ซึ่งผู้หญิงจำนวนมากก็ยังต้องทำงานและสร้างอาชีพของตนเองไปพร้อมกัน
"สิ่งนี้ทำให้ผู้หญิงต้องแบกรับภาระสองต่อ" เดชินธากล่าว
เดซินธาอธิบายว่า ในหลายกรณีที่ผ่านมา บทบาทของผู้หญิงมักอยู่ในสถานะรอง และการตัดสินใจภายในครอบครัวถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของผู้ชายเพียงฝ่ายเดียว
ความสัมพันธ์ที่ "ไม่สมดุล" หรือ "เอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง" เช่นนี้ มักนำไปสู่ความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งปัจจุบันคนทั่วไปมักเรียกกันว่า ความสัมพันธ์เป็นพิษ (toxic relationship) หรือเป็น "สัญญาณอันตราย" (red flag) ในความสัมพันธ์
"ในบริบทของมุมมองด้านเพศสภาพและความเท่าเทียม นี่ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงและผู้ชายจะต้องถูกปฏิบัติเหมือนกันทุกประการ เพราะแต่ละฝ่ายต่างมีคุณค่า ประสบการณ์ และภูมิปัญญาในแบบของตนเอง ประเด็นสำคัญคือ สิ่งที่ผู้หญิงมีนั้นย่อมแตกต่างจากสิ่งที่ผู้ชายมี ความแตกต่างนี้ต้องได้รับการยอมรับ ได้รับการยืนยันคุณค่า และได้รับพื้นที่อย่างเท่าเทียมกัน" เดซินธากล่าว
ดังนั้น ปัจจุบันผู้หญิงจึงมีความตระหนักในการเลือกคู่ครองมากขึ้น การตัดสินใจเรื่องความสัมพันธ์ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบหรือเป็นเพียงปฏิกิริยาตอบสนองในทันทีเหมือนในอดีต แต่เป็นการตัดสินใจที่ผ่านการพิจารณาอย่างมีเหตุผลมากขึ้น โดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความเข้ากันได้ของค่านิยม เป้าหมายในชีวิต ความเท่าเทียมในความสัมพันธ์ และคุณภาพชีวิตในระยะยาวของทั้งสองฝ่าย
ที่ปลอดภัยในการตามหาคนรักของผู้หญิง
ในแอปฯ หาคู่ ผู้หญิงมักต้องเผชิญกับปัญหาภาพโปรไฟล์ที่ถูกสร้างหรือปรับแต่งด้วยปัญญาประดิษฐ์จนไม่ตรงกับความเป็นจริง รวมถึงผู้ชายบางคนที่อ้างว่าตนเองโสด ทั้งที่ความจริงแล้วแต่งงานแล้ว
ลาดรีนา บากัน นักวิจัยด้านศาสนา วัฒนธรรม และสุขภาพจิตแห่งมหาวิทยาลัยกาจาห์มาดา กล่าวว่า โปรไฟล์ในลักษณะดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับได้
"ดังนั้น หากผู้หญิงต้องการอีกพื้นที่หนึ่ง ที่ผู้คนซึ่งพวกเธอจะได้พบและพูดคุยด้วยผ่านการคัดกรองมาก่อน [เช่น บริการนัดบอด] ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อผู้หญิงเป็นฝ่ายที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบหรือเผชิญอันตรายจากการปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้ามากกว่า" ลาดรีนาอธิบาย
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการใช้แอปฯ หาคู่หรือบริการจัดหาคู่ สำหรับลาดรีนาแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การบริหารจัดการความคาดหวัง
"ฉันเข้าใจว่าคุณรู้สึกเหงา ต้องการมีคู่ครอง อยู่เป็นโสดมาหลายปี และอาจกำลังเผชิญแรงกดดันเรื่องการแต่งงาน แต่คุณจำเป็นต้องมีความคาดหวังที่สมเหตุสมผลและดีต่อสุขภาพจิต" ลาดรีนากล่าว
ข้อความนี้สะท้อนว่า แม้บริการนัดบอดหรือแอปฯ หาคู่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการพบคนใหม่ ๆ ได้ แต่ผู้ที่กำลังมองหาความสัมพันธ์ก็ควรรักษามุมมองที่สมดุล ไม่คาดหวังผลลัพธ์มากจนเกินไป และเปิดโอกาสให้ความสัมพันธ์ค่อย ๆ พัฒนาไปตามธรรมชาติ
ลาดรีนาแนะนำให้คนโสดหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่จะช่วยเปิดโลกทัศน์ของตนเองมากขึ้น เช่น การสร้างเครือข่ายหรือความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน หรือแม้แต่เรื่องง่าย ๆ อย่างการได้รู้จักร้านอาหารใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ
ส่วนเรื่องความรักนั้น สามารถจัดไว้ท้ายสุดในรายการความคาดหวังได้ เพราะตามมุมมองของเธอ การได้พบเจอผู้คนใหม่ ๆ นั้นไม่มีอะไรเสียหาย แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะกลายเป็นเพียงเพื่อนกันก็ตาม
ลาดรีนากล่าวว่าจากจุดนั้นก็จะเกิดพื้นที่สำหรับการพูดคุยที่ยาวนานต่อไป ดังนั้นทุกอย่างจึงต้องอาศัยเวลา
คำแนะนำเหล่านี้ยังถูกนำเสนออยู่ในหนังสือที่เธอเขียนเมื่อปี 2019 ชื่อ Dating Queen ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ผู้หญิงที่กำลังเริ่มต้นใช้แอปฯ หาคู่ และตามความเห็นของลาดรีนา หนังสือเล่มนี้ยังคงมีความเกี่ยวข้องและใช้ได้ดี แม้ตอนนี้จะเป็นปี 2026 แล้วก็ตาม
เธอยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ผู้หญิงต้องระมัดระวังในการสร้างความสัมพันธ์ผ่านแอปฯ หาคู่ หรือช่องทางการทำความรู้จักรูปแบบอื่น ๆ รวมถึงในการนัดพบกันครั้งแรกด้วย
"อาทิ ไม่ควรให้คู่เดตมารับหรือไปส่ง ไม่ควรนัดเจอในสถานที่ลับตาหรือเปลี่ยว ควรเลือกสถานที่สาธารณะที่มีผู้คนพลุกพล่าน และไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์" ลาดรีนาอธิบาย
คำแนะนำเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้หญิงสามารถทำความรู้จักคนใหม่ ๆ ได้อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการพบปะคนแปลกหน้า ไม่ว่าจะผ่านแอปฯ หาคู่ บริการจัดหาคู่ หรือนัดบอดก็ตาม
หลังจากนั้น หากคุณรู้สึกปลอดภัยและพบว่ามีความเข้ากันได้กับอีกฝ่าย เธอเตือนว่า อย่าเพิ่งสรุปว่าใครคนนั้นคือ "เนื้อคู่" โดยอัตโนมัติ
"ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป ถ้าคุณถูกอีกฝ่ายหายตัวไปเฉย ๆ (ghosted) ก็ไม่จำเป็นต้องคิดว่าตัวเองทำอะไรผิด บางทีเขาอาจแค่ต้องการการยืนยันคุณค่าของตัวเองจากผู้หญิงคนอื่น พอรู้สึกว่าได้รับสิ่งนั้นแล้วก็จบแค่นั้น" เธอกล่าว
เธอเสริมว่า ผู้ชายเองก็ต้องใส่ใจวิธีการนำเสนอตัวเองด้วย
"ดูแลตัวเองให้เรียบร้อย หรืออย่างน้อยก็มีมารยาทพื้นฐานเมื่อต้องไปเดต" เธอกล่าว
ไม่ว่าจะใช้ช่องทางใดในการมองหาคู่ครอง ลาดรินาแนะนำว่าควรรับฟังเสียงหัวใจของตัวเอง
"ถ้าคุณรู้สึกดีกับมัน รู้สึกว่าสิ่งนั้นสำคัญสำหรับคุณ และทำให้คุณมีความสุขมากขึ้น ก็ทำมันเถอะ" เธอกล่าว
ด้านนีน่า ซึ่งอยู่ที่เมืองมาลัง ได้ส่งข้อความผ่านวอตส์แอป (WhatsApp) มาบอกกับบีบีซีว่า เธอ "ยังคงมองหาคู่ชีวิตอยู่"
"แต่ก็สบาย ๆ ไม่รีบร้อน" เธอกล่าวเสริม
นีน่าเลือกที่จะไม่เร่งรีบในการหาคู่ชีวิต เธอกำลังมีความสุขกับชีวิตและหน้าที่การงานของตนเอง ซึ่งกำลังไปได้ดีและก้าวหน้าอย่างมากในขณะนี้
แม้แต่พ่อแม่ของเธอก็ไม่ได้กดดันหรือก้าวก่ายการตัดสินใจเรื่องชีวิตส่วนตัวของเธอ
"ถ้าอยากมีคู่ ก็หาด้วยตัวเอง นั่นคือสิ่งที่พ่อแม่บอกฉัน" นีน่ากล่าวสรุป




























