หญิงบราซิลรีโนเวทบ้าน แต่กลับพบโครงกระดูก 40,000 ร่างถูกฝังอยู่ใต้บ้านของเธอ

ที่มาของภาพ, IPN
- Author, จูเลีย ดิอาส คาร์เนโร
- Role, บีบีซี นิวส์ บราซิล
- Published
- เวลาอ่าน: 6 นาที
เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 1996 ที่ย่านท่าเรือของนครริโอ เด จาเนโร ของบราซิล เมอร์เซด กิมาไรส์ ดอส อันโญส คุณแม่ลูกสาม กำลังเฝ้ามองช่างที่กำลังต่อเติมบ้านที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1866 ด้วยความตื่นเต้น เพราะนี่คือบ้านหลังแรกที่มาจากการเก็บหอมรอมริบนาน 6 ปี แต่เงินเก็บที่ใช้ซื้อบ้านหลังนี้ก็คุ้มค่าแล้ว เพราะภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง การปรับปรุงบ้านก็นำไปสู่การค้นพบสิ่งที่ไม่คาดคิดนั่นก็คือโครงกระดูก
คนงานที่ทำบ้านสันนิษฐานว่ามันน่าจะเป็นกระดูกสัตว์ แต่เมอร์เซดไม่เชื่อเช่นนั้น เธอจึงคุ้ยกองเศษหินปูนทรายและพบกับชุดฟันของมนุษย์วัยผู้ใหญ่ที่ยังอยู่ครบ
"ฉันบอกช่างว่า 'นี่ไม่ใช่กระดูกสุนัข แต่มันเป็นของมนุษย์'" เมอร์เซดเล่าให้บีบีซี นิวส์ บราซิล ฟัง "เขาทำมือเป็นเครื่องหมายกางเขนทันที"
ครู่ต่อมา เมอร์เซดได้ค้นพบกระดูกอีกชุดที่มีขนาดเล็กกว่า
"ฉันบอกเขาว่า 'นี่เป็นของเด็ก' นั่นคือตอนที่เขาเริ่มร้องไห้ ทุกคนต่างยืนนิ่งงันด้วยความตกใจ"

ที่มาของภาพ, Júlia Dias Carneiro
เมื่อเริ่มพบชิ้นส่วนโครงกระดูกมากขึ้นซึ่งหลายชิ้นอยู่ในสภาพแตกหัก เมอร์เซดจึงเริ่มรวบรวมและแยกกระดูกเหล่านั้นใส่ไว้ในกล่อง ในขณะเดียวกันข้อสันนิษฐานต่าง ๆ ก็ผุดขึ้นตามมา
"เราคิดไปต่าง ๆ นานา ว่าเจ้าของบ้านคนก่อนอาจจะฆ่าคนแล้วนำมาฝังไว้ที่นี่ หรืออาจจะเป็นฝีมือของฆาตกรต่อเนื่อง"
แต่คำตอบก็ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเพื่อนบ้านคนหนึ่งซึ่งคุ้นเคยกับประวัติศาสตร์ของย่านนี้ได้นำแผนที่เก่ามาให้ดู
"เขามองหน้าฉันแล้วพูดว่า คุณกำลังอาศัยอยู่บนสุสาน ที่นี่คือที่ที่ทาสถูกนำมาฝัง"
เมอร์เซดค้นพบสุสานคนผิวดำกลุ่มใหม่ หรือ นิวแบล็กส์ (New Blacks) ที่สาบสูญไปนานโดยบังเอิญ สุสานแห่งนี้ถูกใช้งานเมื่อช่วงประมาณปี 1770-1830 ซึ่งเธอประมาณการว่ามีผู้ถูกฝังอยู่ที่นั่นถึง 40,000 คน
นักประวัติศาสตร์ทราบถึงการมีอยู่ของสุสานแห่งนี้มานานแล้วจากบันทึกของทางโบสถ์ แต่ตำแหน่งที่ตั้งที่แน่ชัดได้สูญหายไปเนื่องจากการขยายตัวของเมือง
คำว่า นิวแบล็กส์ (New Blacks) หมายถึงชาวแอฟริกันที่ถูกจับเป็นทาสซึ่งเพิ่งเดินทางมาถึงบราซิล โดยหลายคนยังพูดภาษาโปรตุเกสไม่ได้

ที่มาของภาพ, IPN
"ฉันพบเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่นี่ มันคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนผิวดำ" เมอร์เซดกล่าวเมื่อระลึกถึงความตกอกตกใจเมื่อพบกระดูกที่ใต้พื้นบ้านของเธอเอง รวมถึงชิ้นส่วนของเด็ก ๆ ที่ฟันยังขึ้นไม่เต็มที่
"เราไม่รู้เรื่องนี้เลย ไม่มีใครเคยบอกเราว่าที่นี่เป็นสถานที่ที่คนถูกนำมาขายและฝังร่างคนเอาไว้ ประวัติศาสตร์เรืองนี้มันถูกซ่อนไว้"
บริเวณใกล้เคียงคือท่าเรือวาลองโก ซึ่งเป็นจุดจอดเรือที่บรรทุกทาสมา จากช่วงปลายศตวรรษที่ 18 จนถึงช่วงปิดตัวลงในปี 1831 มีชาวแอฟริกันประมาณ 900,000 คนที่ถูกค้ามนุษย์ผ่านสถานที่บริเวณนี้ ตามข้อมูลขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO)
นครริโอ เด จาเนโร เป็นเมืองที่รับชาวแอฟริกันที่ถูกบังคับให้เป็นทาสเข้ามามากที่สุดกว่าเมืองใดในบราซิล ขณะเดียวกันในช่วงเวลามากกว่าสามศตวรรษ มีชาวแอฟริกันประมาณ 4.8 ล้านคนถูกบังคับนำตัวเข้ามาในบราซิล ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าจุดหมายปลายทางอื่น ๆ ทั้งหมดในทวีปอเมริกา ตามข้อมูลจากฐานข้อมูลดิจิทัลประวัติศาสตร์การค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก (Trans-Atlantic Slave Trade) ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในสหรัฐฯ
มีการคาดการณ์ว่าหลายคนเสียชีวิตก่อนจะถึงฝั่ง ซึ่งอาจมีมากถึงประมาณ 300,000 คน ตามผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเอมอรี (Emory University) ในสหรัฐฯ
ส่วนคนที่เหลือก็เสียชีวิตจากโรคระบาดหรือความอ่อนเพลียหลังจากมาถึงไม่นาน ในโกดังที่ใช้กักขังและซื้อขายทาส หลายคนที่เอาชีวิตไม่รอดถูกนำร่างไปยังสุสานที่ตั้งอยู่ใต้บ้านของเมอร์เซดในปัจจุบัน
"สมบัติทางประวัติศาสตร์"
บราซิลยังเป็นประเทศสุดท้ายในโลกตะวันตกที่ยกเลิกทาสในปี 1888
กระนั้นเป็นเวลาหลายทศวรรษที่ประวัติศาสตร์อันมืดมนส่วนนี้ในภูมิภาคแทบไม่ได้รับการยอมรับจากสาธารณชน ในช่วงทศวรรษ 1990 เมื่อเมอร์เซดได้ค้นพบซากโครงกระดูก ความเชื่อมโยงของพื้นที่นี้ยังคงถูกมองข้ามจากคนส่วนใหญ่ที่อยู่นอกแวดวงวิชาการ
แต่นั่นเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในปี 2011 เมื่อท่าเรือวาลองโก ถูกค้นพบอีกครั้งระหว่างการปรับปรุงพื้นที่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับกีฬาโอลิมปิก ต่อมาสถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งมรดกโลกของ ยูเนสโกซึ่งดึงดูดความสนใจให้ผู้คนหันมามองอดีตของภูมิภาคนี้
เมอร์เซดรู้ว่าเธอมี "สมบัติทางประวัติศาสตร์" อยู่ในที่ดินของเธอ แต่ไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร
ในช่วงแรกเธอเปิดบ้านให้เข้าชมเพียงเป็นครั้งคราวในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ เช่น วันระลึกถึงคนผิวผิวดำ (Black Consciousness Day) และวันเลิกทาส (Abolition Day)
"มันเป็นเรื่องยาก" เธอกล่าว "ใครจะอยากมาเยี่ยมชมสุสานกัน ?"
แต่ความสนใจก็เพิ่มมากขึ้น พร้อมกับการสนับสนุนจากกลุ่มนักกิจกรรมให้ช่วยกันอนุรักษ์สถานที่แห่งนี้ไว้

ที่มาของภาพ, IPN
ในปี 2005 เมอร์เซดและคนอื่น ๆ ได้ร่วมกันก่อตั้งสถาบันวิจัยและรำลึกถึงคนผิวดำกลุ่มใหม่ (Institute for Research and Memory of Pretos Novos หรือ IPN)
พื้นที่แห่งนี้ค่อย ๆ ถูกพัฒนาขึ้น โรงรถถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุสรณ์สถานพร้อมจัดแสดงนิทรรศการถาวร ส่วนพื้นที่หลังบ้านซึ่งเดิมตั้งใจจะสร้างเป็นสระว่ายน้ำ ปัจจุบันกลายเป็นที่ตั้งของร้านกาแฟ ร้านค้าเล็ก ๆ และห้องสมุดเฉพาะทางเกี่ยวกับการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกและเรื่องราวการพลัดถิ่นชาวแอฟริกัน
แผ่นกระจกบนพื้นช่วยให้ผู้มาเยือนมองลงไปเห็นซากทางโบราณคดี ซึ่งเป็นดินสีแดงที่เต็มไปด้วยเศษกระดูกจำนวนนับไม่ถ้วน
เมอร์เซดกล่าวว่า การเรียกที่นี่ว่า "สุสาน" อาจเป็นคำที่ทำให้เข้าใจผิด
"ที่นี่เคยเป็นหลุมที่ใช้โยนร่างผู้คนลงไป" เธอกล่าว "เนื่องจากกลิ่นที่รุนแรง ศพบางส่วนจึงถูกเผา หลุมเหล่านั้นแน่นขนัดจนร่างของผู้คนถูกทับถมอยู่ใต้ร่างของคนอื่น ๆ"
บันทึกของทางโบสถ์ยืนยันว่าสถานที่นี้ไม่ใช่สถานที่ลับ การเสียชีวิตถูกบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ แม้ว่าผู้ตายส่วนใหญ่จะไม่มีการระบุชื่อ โดยระบุเพียงวันที่ เรือที่โดยสารมา หรือสถานที่ต้นทางเท่านั้น และในกรณีที่มีการระบุชื่อ มักจะเป็นชื่อของผู้ที่จับพวกเขามาเป็นทาส
"สุสานแห่งนี้อยู่ใต้บ้าน 4 หลัง" เมอร์เซดกล่าว "มีทั้งทารก เด็ก คนหนุ่มสาว หญิงตั้งครรภ์ ผู้คนจากแองโกลา คองโก และโมซัมบิก"

ที่มาของภาพ, Divulgação
ปัจจุบันในวัย 69 ปี เมอร์เซดยังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมที่อยู่ติดกับอนุสรณ์สถาน และทำงานที่นั่นทุกวัน
"เมื่อคุณทุบพื้นบ้าน คุณก็จะพบกระดูกอยู่ใต้พื้นผิวนั้นลงไปเพียงเล็กน้อย" เธอกล่าว
มีคนเข้ามาเยี่ยมชมสถาบันแห่งนี้ประมาณ 300,000 คน และยังมีอีกจำนวนมากที่มากับทัวร์นำชมพื้นที่โดยรอบ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักในชื่อ เส้นทางมรดกแอฟริกา (African Heritage Circuit)
เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 21 ปีของสถาบัน จึงมีการเปิดตัวศูนย์วัฒนธรรมแห่งใหม่ในบริเวณใกล้เคียง
เมอร์เซดกล่าวว่า ศูนย์แห่งนี้จะเป็นสถานที่จัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น งานพบปะสังสรรค์ทางกวีนิพนธ์ วงดนตรีแซมบ้า นิทรรศการศิลปะ เวิร์กช็อป งานเปิดตัวหนังสือ และชมรมอ่านหนังสือสำหรับเด็ก โดยเฉพาะในช่วงที่มีนักเรียนมาทัศนศึกษา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สถาบันวิจัยและรำลึกถึงคนผิวดำกลุ่มใหม่เคยจัดอยู่แล้วแต่ขาดพื้นที่รองรับ
ขณะนี้เธอกำลังหาทุนเพื่อปรับปรุงอาคารชั้นสอง "เรากำลังร้องขอความช่วยเหลือจากทุกคน"
งานของเธอยังห่างไกลจากคำว่าเสร็จสิ้น
"เรื่องนี้มันเปราะบางมาก" เมอร์เซดกล่าว "หากเราปล่อยให้วันเวลาผ่านไปโดยไม่พูดถึงเรื่องนี้ ความทรงจำก็จะเลือนหายไป"
"ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ธรรมดา แต่มันเป็นสถานที่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว"
"ในทางใดทางหนึ่ง พวกเขา [ผู้คนจากแอฟริกา] ได้ขอร้องไม่ให้ฉันปล่อยให้พวกเขาถูกลืมไป" เธอกล่าวทิ้งท้าย


























